[SF] Hand in Hand
posted on 05 Jul 2009 18:53 by borimaxii in ShortFicHandin Hand
Kibumx Donghae
Byborin
‘มือ’ ใน ‘มือ’
เส้นสายลายมือที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละบุคคลราวกับได้ถูกวาดเอาไว้มองเห็นได้อย่างโดดเด่นชัดเจนในยามที่แสงแดดส่องทอดมากระทบเช่นนี้นิ้วเรียวเล็กทั้งห้านิ้วที่มีลักษณะแตกต่างกันไปถูกจัดเรียงไว้อย่างลงตัวในตำแหน่งที่เหมาะสมกับการใช้งานร่องระหว่างเรียวนิ้วก็เป็นเพียงแค่ช่องว่าง แต่จะดีสักแค่ไหนนะ ถ้าหากมีมืออุ่นๆนิ้วอุ่นๆของใครอีกคนมาสอดเกี่ยวกันเอาไว้ …
Ha n d _ in _ H A N D
ทงเฮจ้องมองฝ่ามือขาวๆของตัวเองที่ยกขึ้นค้างไว้ตรงหน้าในระดับสายตาอย่างพินิจพิจารณาแสงอาทิตย์ในยามเช้าส่องทอดลงมาผ่านช่องระหว่างใบไม้หนาทึบที่อยู่เหนือศีรษะเพียงพอสำหรับการมองเห็นหากแต่ไม่จ้าจนเกินไปนักสายลมอ่อนๆพัดผ่านไปมาเป็นระยะช่วยทำให้รอบๆตัวในตอนนี้ดูจะสดใสมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อผสมผสานไปกับเสียงนกร้องเบาๆ
ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินสวนกันไปมาบ้างวิ่ง บ้างเดินอย่างช้าๆเป็นการออกกำลังกายในเวลาเช้าตรู่แบบนี้ทงเฮที่หยุดนั่งพักหลังจากวิ่งออกกำลังกายไปได้ครู่หนึ่งแล้วมองผู้คนที่พูดคุยหยอกล้อกันไปมาพ่อแม่ที่พาลูกๆตัวเล็กๆมาวิ่งออกกำลังกายหรือคู่รักหนุ่มสาวที่เดินจับมือกันไปตามเส้นทางแสนร่มรื่นของสวนสาธารณะใจกลางหมู่บ้าน
…นิ้วทั้งห้าของทั้งสองคนเกาะเกี่ยวกันเอาไว้นิ้วต่อนิ้วฝ่ามือทั้งสองถึงแม้จะแตกต่างกันในด้านขนาด หากแต่ก็ดูเหมาะเจาะพอดี …
ทงเฮละสายตาจากมือสองมือที่เกาะกุมกันอยู่นั้นก่อนจะเบนสายตากลับมาหยุดลงที่ฝ่ามือเล็กๆข้างหนึ่งของตัวเอง … ที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวไร้ซึ่งความอบอุ่นจากมืออีกหนึ่งข้างของใครอีกคน
เริ่มสายแล้วผู้คนที่เดินสวนกันไปมาอย่างคึกคัก และเสียงพูดคุยที่ดังเป็นระยะๆในตอนนี้กลับเงียบลงจนเกือบจะวังเวงเมื่อใครหลายๆคนต้องเตรียมตัวออกไปทำงาน และอีกหลายๆคนออกไปเรียนทงเฮสอดมือทั้งสองข้างลงไปในกระเป๋ากางเกงวอร์มตัวเก่งพลางลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงบิดขี้เกียจไปมาสองสามครั้ง แล้วเดินช้าๆกลับไปในทิศทางเดิมกับที่เดินผ่านมาเมื่อครู่
เสียงเอ่ยทักดังขึ้นไม่ขาดสายเมื่อคนตัวเล็กก้าวย่างกลับเข้าสู่บริเวณละแวกบ้านเพื่อนบ้านที่คุ้นเคยสนิทสนมกันเอ่ยถามสารทุกข์สุขดิบไม่ขาดปากใบหน้าหวานของทงเฮมีรอยยิ้มจางๆประดับอยู่แทบจะตลอดเวลาที่เอ่ยตอบ
รอยยิ้มจางๆอย่างเปี่ยมสุขของทงเฮค่อยๆจางหายลงไปทีละนิดเมื่อร่างบางเดินเข้ามาอยู่ในตัวบ้าน… กลับมาพบกับความเหงาอีกครั้ง … ไม่มีใครไม่มีใครอยู่เคียงข้าง
ผงส่วนผสมสองสามอย่างที่มีสีสันและลักษณะแตกต่างกันไปถูกตักใส่ลงไปในถ้วยกระเบื้องใบโปรดก่อนที่มันจะละลายผสมปนเปรวมกันเมื่อมีตัวกลางคือน้ำร้อนจัดเป็นตัวผสานกลายเป็นกาแฟหอมกรุ่นอย่างสมบูรณ์เมื่อทงเฮบรรจงคนส่วนผสมให้เข้ากันด้วยช้อนคันเล็กๆอย่างเบามือ
ควันที่พวยพุ่งขึ้นมาจากผิวหน้าของเหลวสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำนั้นนำพากลิ่นหอมละมุนของมันให้โชยขึ้นมาด้วยทงเฮลอบดมกลิ่นหอมๆของกาแฟร้อนๆก่อนจะยกมันขึ้นจรดริมฝีปากแล้วจิบอย่างช้าๆกาแฟร้อนจัดค่อยๆไหลผ่านลงลำคอไปช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นในสภาพอากาศที่ออกจะเย็นในช่วงสายของวัน
ดวงตาใสใสของทงเฮมองเหม่อไปรอบๆตัวผ่านข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่มีอย่างครบครันก่อนที่สายตานั้นจะมองลอดหน้าต่างบานโตที่เปิดกว้างค้างอยู่ออกไปภายนอก ยามสายเช่นนี้ดวงอาทิตย์เคลื่อนขึ้นทำมุมองศามากกว่าในยามเช้าที่เพิ่งผ่านพ้นไปแสงแดดอ่อนๆนั้นแปรเปลี่ยนให้ร้อนแรงมากยิ่งขึ้น หลายๆคนอาจจะไม่พิศวาสมันนักหากแต่เมื่อยามที่แสงแดดจัดๆส่องทอดลงไปบนยอดหญ้าสีอ่อนแล้ว … มันกลับทำให้พื้นโลกดูสดใสมากขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว
เมื่อดวงตากลอกกลับมาบรรจบครบรอบที่จุดจุดเดิมทงเฮก็ผุดลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง แล้วหยิบเอากระเป๋าสตางค์พร้อมกับกุญแจบ้านมาถือไว้โดยไม่ลืมหยิบหนังสือเล่มหนาสุดโปรดติดมือมาด้วย … แล้วเดินออกจากบ้านไปในทันที
Ha n d _ in _ H A N D
สายมากแล้วในตอนนี้หากแต่ในย่านธุรกิจใจกลางเมืองแบบนี้กลับคึกคักไม่ต่างอะไรจากในช่วงเวลารีบเร่งอย่างตอนเช้าหรือเย็นทงเฮยังคงเดินเรื่อยเปื่อยไปตามทางเท้า ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินสวนกันไปมาแปลกไหมนะ ทั้งๆที่ก็มีผู้คนรายล้อมอยู่มากมายแบบนี้แต่ทงเฮกลับรู้สึกว่างเปล่าเหลือเกิน
ตัวอาคารสูงหลายสิบชั้นที่ถูกสร้างขึ้นราวกับพืชยืนต้นสูงชะลูดที่ต้องการยืดลำต้นให้สูงที่สุดเพื่อรับแสงแดด นั้นมองเห็นได้ทั่วไปในย่านธุรกิจแบบนี้ทงเฮเดินไปเรื่อยๆจนหยุดลงที่หน้าร้านกาแฟบรรยากาศสบายๆที่ตั้งอยู่ชั้นล่างสุดของอาคารที่เป็นที่ตั้งของค่ายเพลงชื่อดังที่ใหญ่ติดอันดับหนึ่งในสามของเกาหลีใต้ฝ่ามือเล็กๆผลักประตูกระจกใสใสนั้นให้เปิดออกก่อนจะแทรกตัวผ่านช่องประตูเข้าไปภายใน
กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นที่โชยมาปะทะสัมผัสการรับกลิ่นพร้อมๆกับความอบอุ่นที่สามารถรู้สึกได้ทันทีที่ก้าวย่างเข้ามาภายในตัวร้านทำให้ทงเฮคลี่รอยยิ้มบางๆขึ้นที่มุมปากทั้งสองข้างเสียงพูดคุยเบาๆที่ดังอยู่ตลอดเวลาหากแต่จับความไม่ได้ช่วยเสริมเติมแต่งให้ร้านกาแฟเล็กๆดูมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น
ชื่อชนิดกาแฟที่คุ้นชินถูกเอ่ยบอกกับพนักงานตรงหน้าเคาน์เตอร์ที่ตั้งอยู่ส่วนในของตัวร้านโดยไม่ต้องคิดก่อนที่ทงเฮจะมองไปรอบๆตัวเพื่อมองหาที่นั่งว่าง …
เสียงพนักงานประจำร้านที่เอ่ยเรียกนั้นเรียกทงเฮให้หันกลับมาสนใจตรงหน้าเคาน์เตอร์อีกครั้งมือเล็กๆเอื้อมหยิบกาแฟร้อนจัดในแก้วกระดาษสีขาวมาประคองเอาไว้ในอุ้งมือก่อนที่ร่างบอบบางจะค่อยๆเดินออกไปจากหน้าเคาน์เตอร์นั้น
โต๊ะตัวเล็กกลาง และใหญ่ที่ตั้งเรียงรายอยู่ภายในตัวร้านจนแทบจะหาที่ทางเดินไม่เจอนั้นถูกจับจองเสียจนหมดจริงๆทงเฮไม่ได้เข้าใจผิด ว่าในขณะนี้เป็นเวลาทำงานและหลายๆคนในที่นี้ก็กำลังขมักเขม้นไปกับการทำงานจริงๆเสียด้วยสิ หลายคนกำลังตั้งใจเพ่งสมาธิไปยังจอโน๊ตบุ๊คตรงหน้าบางคนกำลังเจรจาธุรกิจมูลค่าหลายล้านกับลูกค้าที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน … และอีกไม่กี่คนที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่เงียบๆอย่างสบายอารมณ์
“ขอโทษนะฮะที่ตรงนี้ว่างรึเปล่า”
โต๊ะตัวเล็กขนาดพอสองคนนั่งที่ตั้งอยู่ติดหน้าต่างกระจกด้านหนึ่งของร้านคือจุดหมายของทงเฮในตอนนี้ร่างบอบบางเดินไปตามช่องระหว่างเก้าอี้ที่พอจะสามารถเดินผ่านไปได้ก่อนที่จะหยุดลงข้างๆโต๊ะแล้วเอ่ยถามร่างสูงที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้หนึ่งในสองตัวรอบโต๊ะตัวเล็กนี้
ใบหน้าที่เงยขึ้นจากท่าทางการก้มอ่านหนังสือนั้นดูดีเหลือเชื่อโครงหน้าได้รูป ที่รับกับคมจมูกโด่งๆสายตาคมๆที่มองส่งมาแทนคำถามนั้นชวนมองจนยากที่จะละสายตา หากแต่ใบหน้านั้นเรียบเฉยและออกจะบึ้งตึงอย่างคนที่ถูกรบกวนเวลาแห่งความสุขราวกับมีกำแพงอันหนาทึบคั่นกลางระหว่างคนสองคนเอาไว้ความรู้สึกผิดค่อยๆคืบคลานเข้ามาในความรู้สึกของผู้มารบกวนอย่างทงเฮทีละนิดเจ้าของโต๊ะยังคงประคองหนังสือเล่มขนาดพอดีมือเอาไว้ในมือท่าเดิมในขณะที่มองคนแปลกหน้าผู้มาใหม่อย่างสงสัย
“ที่นั่งที่อื่นเต็มหมดแล้วเราขอนั่งด้วยคนได้มั้ย”
หากจะให้ทงเฮเดินกลับไปจุดเดิมในตอนนี้ก็คงจะไม่ทันเสียแล้วคนตัวเล็กตัดสินใจเอ่ยบอกย้ำสิ่งที่ต้องการอีกครั้งมือเล็กๆกำเจ้าถ้วยกระดาษในมือแน่นจนรู้สึกได้ถึงความร้อนจัดเกือบร้อยองศาของมันได้อย่างชัดเจน
“นั่งสิครับ”
ราวกับเป็นการเปิดประตูแห่งมิตรภาพกำแพงหนาๆที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ค่อยๆจางหายไปทีละนิด และถึงแม้ว่าเจ้าของโต๊ะที่มาก่อนนั้นจะไม่ได้คลี่รอยยิ้มแสดงความเป็นมิตรมาให้กับทงเฮหรือชวนคุยอย่างคนอารมณ์ดีแต่นั่นก็ทำให้ทงเฮค่อยๆหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่นั้นได้อย่างสบายใจและไม่รู้สึกอึดอัดแม้แต่น้อย
กาแฟหอมกรุ่นถูกยกขึ้นจิบครั้งแล้วครั้งเล่าสลับกับการยกหนังสือในมือขึ้นอ่าน เรื่องราวที่ผู้แต่งหนังสือต้องการสื่อถูกถ่ายทอดผ่านตัวอักษรด้วยภาษาอันแสนจะสละสลวยหน้าแล้วหน้าเล่าที่ถูกพลิกเปิดอ่านผ่านไปถูกแปรเปลี่ยนเป็นมโนภาพภายในจินตนาการทำให้เพลิดเพลินจนลืมเวลาที่ผ่านพ้นไปเรื่อยๆ อย่างช้าๆ
…ต่างคนต่างสร้างโลกส่วนตัวของตัวเองขึ้นมาต่างคนต่างอ่านหนังสือที่ถือค้างไว้ในมือของตัวเองนั้น จนไม่ได้สังเกตถึงความเคลื่อนไหวรอบๆตัว…
ลูกค้าของร้านกาแฟผลัดเปลี่ยนกันเข้า-ออกผู้คนที่จับจองที่นั่งภายในร้านเปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆและบางคนก็เพียงแค่แวะเวียนมาซื้อกาแฟแล้วถือมันออกไปนอกร้านในทิศทางที่เพิ่งเดินเข้ามานั่นเอง
เข็มยาวของนาฬิกาหมุนวนมาได้จวนจวบจะครบสามรอบแล้วและมันก็เป็นความหิวนั่นเองที่ทำให้ทงเฮละจากความเพลิดเพลินของเรื่องราวในมโนภาพนั้นเข้ามาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้งหน้ากระดาษที่ถูกเปิดค้างไว้เมื่อครู่ปิดสนิทลงพร้อมๆกับที่ทงเฮวางหนังสือเล่มหนานั้นลงไปบนพื้นโต๊ะตัวเล็กตรงหน้า เงยหน้าขึ้นมองความเปลี่ยนแปลงรอบๆตัวก่อนที่จะหยุดสายตาลงที่คนตรงหน้า
หนังสือเล่มเล็กๆขนาดพอดีมือที่ถืออยู่นั้นยังคงเป็นเล่มเดียวกับที่ทงเฮเห็นเมื่อครั้งที่เดินเข้ามาขอนั่งด้วยเมื่อสามชั่วโมงก่อนหน้ากระดาษที่ถูกเปิดผ่านไปไม่เท่าไหร่ทำให้ทงเฮเข้าใจว่าคนตรงหน้าคงจะเป็นคนที่อ่านหนังสืออย่างละเอียดหรือไม่ก็อ่านได้ช้ามากจริงๆ ผิดจากตัวทงเฮเองซึ่งสามชั่วโมงที่ผ่านไปนั้นทำให้คนตัวเล็กอ่านหนังสือเล่มหนาหลายร้อยหน้าไปจนเกือบถึงตอนจบของเล่ม
เที่ยงกว่าๆแล้วรอบตัวกลับคึกคักขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่เงียบลงไปเมื่อช่วงก่อนเที่ยง ทงเฮหยิบหนังสือเล่มโปรดขึ้นมาถือเตรียมไว้ซดกาแฟที่ในตอนนี้ไม่เหลือความร้อนอยู่แล้วนั้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วเดินออกไปทางประตูหน้าร้าน
ไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้ทงเฮละทิ้งกาแฟถ้วยแรกที่ชงเองเอาไว้บนโต๊ะทั้งที่เพิ่งจิบไปได้แค่อึกเดียว
และไม่รู้ว่าเพราะอะไรทงเฮถึงคิดอยากจะออกมานั่งทานกาแฟที่ร้าน
ไม่รู้ทำไม…
Ha n d _ in _ H A N D
ในวันนี้อากาศสดใสไม่ต่างอะไรไปจากเมื่อวานแม้แต่น้อยคิมคิบอมยังคงนั่งอ่านหนังสือสลับกับจิบกาแฟร้อนที่เริ่มจะอุ่นลงไปบ้างแล้วบนเก้าอี้ตัวเดิมบนโต๊ะตัวเล็กตัวเดิม หากแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอาจจะเป็นอาการตื่นเต้นและแอบลุ้นอยู่ลึกๆภายในใจว่าจะได้เจอคนตัวเล็กเจ้าของใบหน้าสวยหวานที่โชคชะตานำพาให้มาเจอกันที่นี่ เมื่อวานนี้อีกครั้งหรือไม่
…กระเป๋าสะพายใบโปรดของคิบอมถูกวางลงบนเก้าอี้อีกตัวที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกันกับตัวที่ร่างสูงนั่งอยู่หลังจากมองไปรอบๆตัวแล้วพบว่าเหลือที่นั่งว่างอยู่อีกไม่กี่โต๊ะ …
สายตาคมๆกวาดมองไปรอบๆตัวครั้งแล้วครั้งเล่าโดยที่ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับหนังสือเล่มเล็กๆในมือที่ถือประคองเอาไว้เลยแม้แต่น้อยประตูกระจกใสใสตรงหน้าร้านถูกเปิดออกครั้งแล้วครั้งเล่าพร้อมกับการมาถึงและการจากไปของผู้คนมากหน้าหลายตา เสียงพูดคุยยังคงดังระงมภายในร้านเสียงช้อนกระทบแก้วและเสียงน้ำไหลลงไปในภาชนะรองรับอันเป็นขั้นตอนในการชงกาแฟหอมกรุ่นดังขึ้นไม่ได้หยุดหากแต่คิบอมกลับไม่ได้ใส่ใจ และอาจจะไม่ได้ยินมันเลยด้วยซ้ำไป
“ขอเรานั่งด้วยคนนะ”
คิบอมก้มหน้าลงไปเพ่งสมาธิกับหนังสือเล่มเล็กในมืออีกครั้งแล้วในตอนที่เสียงใสใสหวานหูดังขึ้นเป็นประโยคคำถามด้วยเสียงเบาๆราวกับเกรงใจอยู่กลายๆใบหน้าคมของคิบอมค่อยๆเงยขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนที่จะพยักหน้าเป็นคำตอบให้กับคำถามนั้นด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยดังเดิม
“คือว่ากระเป๋านี่…”
คนหน้าหวานยังคงหยุดยืนอยู่ข้างๆโต๊ะตัวเล็กดังเดิมพลางชี้ไปยังกระเป๋าสีเข้มใบโปรดของคิบอม ที่เจ้าตัวตั้งใจวางมันเอาไว้เมื่อครู่
“ของผมเอง”
คิบอมหยิบกระเป๋าใบโปรดมาวางบนตักของตัวเองก่อนจะส่งสายตาแทนคำเชิญชวนให้คนน่ารักที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นนั่งลง
ต่างคนต่างใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือในมือโดยที่ไม่ได้เอ่ยพูดคุยอะไรกันอีกทงเฮนั่งนิ่งๆในขณะที่ทอดสายตาลงอ่านตัวอักษรที่ยาวเป็นพรืดบนหน้ากระดาษสีนวลถนอมสายตานั้นหากแต่คิบอมกลับเงยหน้าขึ้น ลอบมองใบหน้าหวานของคนตรงหน้าอย่าพิจารณา
ดวงตาเรียวเฉียบที่จ้องมองไปยังหน้ากระดาษที่เปิดค้างเอาไว้นั้นอย่างไม่วางตาช่างดูรับกับโครงหน้าได้รูปอย่างพอเหมาะพอดีจมูกรั้นโด่งกำลังดี และริมฝีปากสีสดตามธรรมชาติทั้งหมดนั้นดึงดูดสายตาของคิบอมได้อย่างประหลาด จนมันทำให้หนังสือเล่มเล็กในมือนั้นลดความน่าสนใจลงไปจนเกือบหมดสิ้น
“คิบอม…”
“ผมชื่อคิบอมแล้วคุณล่ะ”
ร่างสูงเอ่ยพูดขึ้นเรียบๆอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยทั้งที่ไม่ได้ละสายตาจากใบหน้าของคนตรงหน้าเลยแม้แต่น้อยก่อนจะเอ่ยอธิบายขยายความเมื่อสิ่งที่ได้รับกลับมาคือสายตาสงสัยของอีกคนที่ส่งมาแทนคำเอ่ยถาม
“ทงเฮอีทงเฮ ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
อีทงเฮยิ้มกว้างทั้งที่ริมฝีปากและดวงตาส่งไปให้กับคนตรงหน้าที่เพิ่งแนะนำตัวว่าชื่อคิบอมครู่หนึ่งก่อนจะกลับไปสนใจหนังสือในมือตามเดิมเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้เอ่ยถามอะไรต่ออีก
ไม่อาจละสายตาได้… คิบอมยังคงจ้องมองทงเฮ ในขณะที่อีกคนไม่ได้ใส่ใจอะไรเป็นพิเศษจังหวะการพลิกเปิดเปลี่ยนหน้าหนังสือ นิ้วเรียวเล็กที่กรีดเปิดหน้ากระดาษหรือแม้กระทั่งจังหวะการยกแก้วกาแฟตรงหน้าขึ้นจิบ ช่างดูพอเหมาะพอเจาะและดูดีเกินกว่าที่จะละสายตา …
“มีอะไรรึเปล่า”
ดวงตาใสใสนั้นเบนจากหนังสือตรงหน้าขึ้นมามองสบเข้ากับดวงตาคมๆของคิบอมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้หากแต่ในตอนนี้ดวงตาคู่สวยนั้นกำลังจ้องมองกลับมา และหยุดนิ่งที่ดวงตาของคนตรงหน้า
“บังเอิญ… บังเอิญจังนะที่เรามาเจอกันที่นี่สองวันติดกันแล้ว”
“ใช่บังเอิญ”
ทงเฮส่งรอยยิ้มบางๆไปให้คิบอมพลางเอ่ยตอบเสียงเรียบ
บังเอิญที่ทงเฮผู้รักสงบตัดสินใจออกมานั่งดื่มกาแฟที่ร้านในย่านธุรกิจที่มีคนพลุกพล่านเกือบตลอดทั้งวันเป็นเวลาสองวันติดกันแล้วและบังเอิญ…ที่การปรากฏตัวของอีทงเฮในวันนี้เป็นไปตามที่คิบอมแอบเฝ้าหวังเอาไว้
Ha n d _ in _ H A N D
จากวันเป็นสัปดาห์ที่คิบอมและทงเฮได้มาใช้เวลาร่วมกันภายในร้านกาแฟบรรยากาศอบอุ่นแห่งนี้สองร่างนั่งตรงข้ามกันคนละฟากฝั่งของโต๊ะตัวเล็กๆที่ตั้งคั่นกลางระหว่างกันต่างคนต่างอ่านหนังสือที่อยู่ในมือของตัวเอง มีเพียงบทสนทนาสั้นๆที่เกิดขึ้นนานๆครั้งและสายตาที่วกมาบรรจบกันบ่อยครั้งขึ้นที่ผิดแปลกไปจากครั้งแรกที่ได้พบกัน
คิบอมได้รู้ว่าทงเฮกำลังตกงานหลังจากที่เรียนจบเมื่อปีก่อน คนตัวเล็กเป็นเพียงคนธรรมดาๆที่หลงไหลในหนังสือทุกรูปแบบ… และทงเฮก็ได้รู้ว่าคิบอมเป็นนักศึกษาปีสุดท้ายที่จำเป็นต้องอ่านหนังสือจำนวนมากเพื่อทำวิทยานิพนธ์
…ความเหมือนที่แตกต่าง ทำให้คนสองคนได้มาพบเจอกันและทำความรู้จักซึ่งกันและกัน…
“อะไรทำให้ทงเฮเลือกมานั่งที่นี่”
ประโยคหนึ่งถูกเอ่ยถามขึ้นมาหลังจากที่คิบอมนั่งนิ่งๆพลางลอบมองคนน่ารักตรงหน้าไปได้ครู่ใหญ่ๆ
“ไม่รู้สิแค่อยากออกมาจากบ้าน”
“หรือบางทีก็แค่อยากจะมารู้จักใครบางคน”
ทงเฮส่งยิ้มไปให้คิบอมในยามที่เอ่ยตอบ
“แล้วคิบอมล่ะทำไมถึงมานั่งที่นี่ ทุกๆวัน”
คนตัวเล็กลดระดับหนังสือที่ถืออยู่ในมือให้ต่ำลงกว่าใบหน้าพลางเอ่ยถามกลับ
“ผมมานั่งรอคนน่ะ”
ทงเฮเพียงแค่ยิ้มบางๆให้กับคำตอบนั้นของคิบอม
“บ่ายนี้ว่างมั้ยคิบอม”
“ไปเลือกหนังสือด้วยกันหน่อยสิ”
Ha n d _ in _ H A N D
ภายในร้านหนังสือขนาดสองคูหาไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่า หรือเล็กจนคับแคบเกินไปนัก ปรากฏร่างของคนสองคน อีทงเฮเปิดพลิกหน้าหนังสือสีขาวนวลที่ถูกประกบปิดเอาไว้ด้วยปกแข็งเป็นมันเงานั้นไปมาเป็นจังหวะสลับกับการก้มลงอ่านเนื้อหาข้อความที่ถูกพิมพ์ลงไปบนหน้ากระดาษนั้นอย่างคร่าวๆแสงแดดในยามบ่ายส่องทอดพาดผ่านหน้าต่างกระจกใสใสบานโตที่ถูกใช้แทนผนังร้านคั่นกลางระหว่างความวุ่นวายภายนอกและความเงียบสงบภายในตัวร้าน เข้ามาตกกระทบลงบนพื้นผิวกายขาวละเอียดฉายประกายน่ามองออกไปให้ใครหลายๆคนต้องเหลียวมองราวกับต้องมนต์ ในขณะเดียวกันในอีกฟากฝั่งของร้านคิมคิบอมเลือกหยิบนิตยสารเล่มบางหากแต่สีสันสดใสชวนเตะตาเล่มหนึ่งจากจำนวนนับหลายสิบที่จัดวางเรียงรายอยู่บนชั้นนั้นเปิดพลิกมันไปมาพลางมองดูรูปภาพสีสดใสบนกระดาษเคลือบมันหากแต่ไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ
เสียงกระดิ่งที่แขวนไว้เหนือประตูกระจกตรงหน้าร้านที่ดังขึ้นบ่งบอกว่าลูกค้ากลุ่มเล็กๆสองสามคนที่ยืนรอการบรรจุหนังสือที่ชำระเงินแล้วลงไปในถุงกระดาษเมื่อครู่นี้ได้จากไปแล้วเหลือเพียงแค่สายลมอุ่นร้อนที่พัดผ่านช่องประตูที่ถูกปิดลงไป
คิบอมก้าวเท้าอย่างช้าๆตรงไปยังช่องว่างทางเดินระหว่างชั้นวางหนังสือที่สูงระดับไหล่สองชั้นที่ร่างบางๆของทงเฮยืนพิงอยู่ก่อนที่จะหยุดยืนนิ่ง เมื่อเดินมาใกล้จนเหลือระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าว
ภาพความสวยงามของร่างบอบบางที่อยู่ตรงหน้าทำให้คิบอมไม่อาจก้าวย่างขยับกายไปไหนได้อีกดวงตาคมเข้มถูกตรึงเอาไว้แน่นิ่ง ราวกับมีแสงสว่างในตัวเองผิวกายขาวละเอียดเปล่งปลั่งราวกับส่องสว่างได้เองดวงตาเรียวได้รูปที่รายล้อมนัยน์ตากลมๆสีเข้มจนเกือบดำเอาไว้ในยามต้องแสงแดดส่องประกายของน้ำหล่อเลี้ยงภายในตาทำให้เกิดเป็นภาพน่ามอง และยากยิ่งนักที่จะละสายตาไปไหน
นิ้วยาวๆไล้ไปตามสันหนังสือที่ถูกจัดเรียงเอาไว้บนชั้นอย่างเป็นระเบียบหนังสือเล่มบาง-หนา ใหม่-เก่านานาชนิดถูกไล้ผ่านปลายนิ้วไปเรื่อยๆตามจังหวะการเคลื่อนผ่าน รอยยิ้มบางๆยกขึ้นประดับไว้บนใบหน้าคมของคิบอมในทันทีที่ปลายนิ้วนั้นสัมผัสกับมือเล็กๆของอีกคนที่กำลังเพลิดเพลินไปกับการเลือกหยิบหนังสือเล่มนู้นเล่มนี้
“คิบอมก็สนใจหนังสือหมวดนี้เหมือนกันหรอ”
ทงเฮที่รับรู้ถึงสัมผัสอุ่นร้อนที่บริเวณปลายนิ้วละความสนใจจากหนังสือเล่มหนาตรงหน้าเพื่อเบนมันไปยังร่างสูงที่ในตอนนี้มาหยุดยืนอยู่ข้างๆกันเรียบร้อยแล้ว
ไร้ซึ่งคำตอบใดใดของคิบอมมีสัมผัสจากปลายนิ้วยาวๆของคิบอม ที่ค่อยๆไล้ไปบนหลังมือขาวจัดแสนบอบบางของทงเฮ …
มือเล็กๆถูกวางทาบทับด้วยมือใหญ่ๆของอีกหนึ่งคนปลายนิ้วยาวไล้เบาๆไปบนหลังมือเล็กนั้นอย่างช้าๆในขณะที่ดวงตาทั้งสองคู่ต่างก็ถูกดึงดูดเข้าหากันอย่างควบคุมไม่ได้ดวงตาคมมองจ้องไปยังดวงตาวาววับตรงหน้านิ่ง ราวกับว่าต้องการที่จะใช้สายตาแทนคำพูดในการเอ่ยบอกความรู้สึกบางอย่างออกไป
อุณหภูมิกายที่ร้อนจัดส่งผ่านจากคนหนึ่งสู่อีกคนผ่านทางอุ้งมือที่ประคองกันเอาไว้นั้นราวกับว่า มันพุ่งพล่านขึ้นไปยังใบหน้าหวานจนทำให้หน้าหวานๆของทงเฮที่เคยขาวใสนั้นแปรเปลี่ยนไปแดงระเรื่อ จนแดงจัดในที่สุด
แน่นิ่งเนิ่นนาน …มือใหญ่ยังคงกอบกุมมือเล็กนั้นเอาไว้ไม่ยอมปล่อยรวมกับสายตาคมที่จ้องมองมาราวกับเป็นเครื่องพันธนาการที่ทำให้ทงเฮไม่อาจขยับเคลื่อนร่างกายได้เลยแม้แต่น้อย
กริ๊งงงงง ง
เสียงกระดิ่งหน้าร้านทำให้คิบอมละสายตาจากทงเฮได้ในที่สุดร่างสูงขยับออกห่างคนตัวเล็กจากที่ยืนชิดติดกันก่อนที่คิบอมจะเดินตรงไปยังชั้นวางหนังสือที่อยู่ถัดออกไปแทนและทงเฮกลับมาเปิดพลิกอ่านข้อความในหนังสือที่ถือค้างเอาไว้ในมืออีกข้าง
…ทั้งที่หัวใจยังคงเต้นรัวไม่หาย
Ha n d _ in _ H A N D
คนสองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันคนละฝั่งของโต๊ะยังคงเป็นคิบอมและทงเฮเช่นเดิมหากแต่สิ่งที่ผิดแปลกไปในวันนี้คือสถานที่ทั้งสองคนไม่ได้นั่งตรงข้ามกันภายในร้านกาแฟย่านใจกลางเมืองเช่นเดียวกับทุกวันหากแต่เป็นสวนสาธารณะแถบชานเมืองที่แสนจะเงียบสงบ กาแฟร้อนๆที่ถูกเทออกมาจากกระติกเก็บความร้อนถูกวางลงตรงหน้ากาแฟฝีมือทงเฮหอมกรุ่นชวนดื่มไม่แพ้กาแฟคั่วสดในร้านหรูๆเลยสักนิด
“วิทยานิพนธ์ไปถึงไหนแล้ว”
ทงเฮเลื่อนถ้วยกาแฟไปตรงหน้าคิบอมพลางเอ่ยถาม
“เหลือแค่ตรวจทานนิดหน่อยก็น่าจะสมบูรณ์แล้ว”
“ขอบคุณทงเฮมากนะครับ”
รอยยิ้มกว้างอย่างจริงใจที่ดูเหมือนจะประดับอยู่บนใบหน้าของคิบอมแทบจะตลอดเวลาในช่วงนี้เผยขึ้นอีกครั้งในขณะที่เอ่ยตอบ
“อย่างนี้คิบอมก็ไม่ต้องไปนั่งอ่านหนังสือที่ร้านกาแฟแล้วน่ะสิ”
“เราก็เหงาแย่เลย”
“…จริงสิ คิบอมเคยบอกว่ามานั่งรอคน …”
“คนที่ผมรอน่ะหรอ…”
“อาจจะเป็นทงเฮก็ได้นะ”
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเรียบๆทั้งๆที่ไม่ได้เบนสายตาออกจากกาแฟร้อนจัดภายในถ้วยนั้นเลย
“ล้อเล่นน่า”
“ไม่ได้ล้อเล่นซักหน่อย”
สิ้นประโยคนั้นมือใหญ่ก็จัดแจงวางถ้วยกาแฟร้อนนั้นลงกับพื้นโต๊ะอีกครั้งแล้วขยับเข้ากอบกุมมือเล็กๆของทงเฮที่วางนิ่งอยู่บนโต๊ะอย่างถือวิสาสะ
ไอร้อนที่ได้รับมาจากถ้วยกาแฟเมื่อครู่ในตอนนี้มันกำลังแผ่ส่งไปยังมือเล็กๆที่ถูกเกาะกุมอยู่นั้น คิบอมจ้องมองทงเฮนิ่งด้วยสายตาจริงจัง
“ผมขอจับมือทงเฮเอาไว้แบบนี้ได้มั้ย”
กระชับแน่นอุ้งมือร้อนๆขยับให้อุ้งมือประคองมือเล็กๆเอาไว้แน่นที่สุดหากแต่กลับไม่รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย
“แล้วอย่าคิดจะปล่อยล่ะ”
Ha n d _ in _ H A N D
สายลมอ่อนๆพัดผ่านไปตามความแตกต่างของความกดอากาศท้องฟ้าในยามเย็นดูหมองลงเมื่อเทียบกับเมื่อตอนเช้าตรู่ เงียบสงบรอบๆตัวในตอนนี้มีเพียงแต่ความเงียบเท่านั้นที่มากร้ำกราย
คนสองคนยืนแนบชิดกันโอบกอดกันเอาไว้ด้วยรสจุมพิต เปลือกตาปิดสนิทลง … และนิ้วทั้งสิบเกาะกุมกันเอาไว้แน่น
…The End …
Talk:: หายไปสามเดือน (กว่า) ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
เหนื่อยโฮก
ภาษาแปลกๆขออภัยคับห่างหายไปนานเกิน