ShortFic

[SF] Feather

posted on 23 Aug 2009 01:08 by borimaxii  in ShortFic

Feather

Kibumx Donghae

Byborin

 

 


 

 

 

 

 

 

 

----<<<<<<<< F e a t h e r >>

 

 

 

 

 

 

 

แสงแดดแรกของวันส่องทอดผ่านช่องว่างระหว่างรอยแยกของผ้าม่านสีนวลทึบแสงลงมากระทบลงบนเนื้อผ้าอย่างดีที่ใช้ปูทับลงบนฟูกนอนเตียงนอนขนาดคิงไซส์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางห้องถูกรายล้อมไปด้วยผ้าผ่อนเกือบสิบชิ้นซึ่งต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของเสื้อผ้าอาภรณ์ราคาแพงที่ในตอนนี้ถูกถอดทิ้งๆขว้างๆอย่างไร้การสนใจดูแลผ้าปูที่นอนสีพื้นซึ่งถูกเลือกสีให้เข้ากับการตกแต่งของห้องนอนที่เคยเรียบตึงจากฝีมือการปูที่เยี่ยมยอดของแม่บ้านมืออาชีพในตอนนี้ยับยู่เสียจนไม่เหลือเค้าเดิมหมอนนุ่มใบโตสองสามใบกระจัดกระจายอยู่บนพื้นพรมรอบๆเตียงผ้าห่มนวมกองอยู่ตรงปลายเตียง ยับยู่ไม่ต่างอะไรจากผ้าปูที่นอน

 

 

 

 

 

 

 

 

----<<<<<<<< F e a t h e r >>

 

 

 

 

 

 

 

 

จังหวะการก้าวเดินที่เป็นไปอย่างสม่ำเสมอไม่ได้รีบร้อนหรือเชื่องช้าอืดอาดจนเกินไปนั้นช่วยเสริมทำให้คนที่กำลังก้าวเดินนั้นดูดีมีสง่าราศีมากยิ่งขึ้นเป็นเท่าตัวเท้าเล็กๆภายใต้รองเท้าบู๊ตสีน้ำตาลอ่อนก้าวกระทบพื้นหินปูทางเดินจนเกิดเป็นเสียงฝีเท้าประกอบการเดินนั้นแขนเรียวกระชับสายสะพายกระเป๋าใบโตที่คล้องอยู่บนไหล่แคบๆนั้นให้เข้าที่ดวงตาสีชาช้อนขึ้นมองต้นเหตุของแสงแดดจ้าๆที่ร้อนแรงจนทำให้คนเกลียดเหงื่ออย่างทงเฮต้องตัวชื้นเหงื่อมือเรียวปาดเอาความเปียกชื้นที่ไรผมตรงหน้าผากออก พลางเร่งฝีเท้าเมื่อพบว่าใกล้จะถึงเวลาเข้างานไปทุกที

 

 

 

ไม่ถึงสามสิบนาทีดีจากคอนโดสูงระฟ้าจนมาถึงตึกสูงซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานกองบรรณาธิการนิตยสารชื่อดังทงเฮผลักเปิดประตูกระจกใสให้เปิดออกหลังจากก้าวเดินออกจากลิฟท์โดยสารที่นำพาร่างบอบบางของนักเขียนหนุ่มขึ้นมาถึงชั้นยี่สิบเก้าเมื่อครู่หนุ่มหน้าหวานแทรกตัวผ่านช่องประตูนั้นเข้าไปยังสำนักงานอันแสนคุ้นเคยอุณหภูมิที่เย็นจัด แสงสว่างจ้าอย่างที่ไม่กลัวเปลืองไฟและความเงียบกริบที่ไม่มีใครเหมือน ที่นี่แหละนะ ที่ทำงานของทงเฮ

 

 

 

ทงเฮก้าวเร็วๆตรงลึกเข้าไป ผ่านโต๊ะทำงานจำนวนมากที่ตั้งเรียงรายอยู่ทั้งสองฟากฝั่งของทางเดินเสียงเคาะแป้นคีย์บอร์ดดูเหมือนว่าจะเป็นเสียงเดียวที่ดังอยู่ในขณะนี้นอกจากเสียงรองเท้ากระทบพื้นของทงเฮเพื่อนร่วมงานหลายๆคนเงยหน้าขึ้นจากขอคอมพิวเตอร์ตรงหน้าเพื่อส่งยิ้มให้กับทงเฮในขณะที่อีกหลายๆคนไม่แม้แต่จะสนใจเสียงเดินหนักๆนั้นเลยด้วยว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการรีบปั่นต้นฉบับให้ทันกำหนดปิดเล่มนิตยสารปักษ์นี้ในอีกสองชั่วโมงข้างหน้า

 

 

 

ประตูไม้บานโตถูกเปิดออกโดยไม่มีการเคาะหรือส่งสัญญาณใดใดบอกคนในห้องและในที่สุดแล้ว ทงเฮก็เดินฉับๆเข้าไปหยุดยืนตรงหน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ตรงกลางห้องที่มีป้ายติดเอาไว้ว่า“บรรณาธิการ” อย่างไม่ได้กลัวเกรงใดใด ใบหน้าสวยหวานเรียบเฉยไม่ได้แสดงอาการอะไรในขณะที่จ้องมองไปยังคนที่กำลังตั้งอกตั้งใจอ่านต้นฉบับที่เพิ่งได้รับมาอยู่ตรงหน้า

 

 

 

พรึบ

เสียงกระดาษปึกใหญ่ตกลงกระทบกับพื้นโต๊ะตรงหน้าเรียกความสนใจของปาร์คยูชอนได้เป็นอย่างดีบรรณาธิการหนุ่มมองลอดแว่นสายตาที่สวมอยู่มาทางผู้ที่เข้ามาใหม่แล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมายูชอนเผยรอยยิ้มบางๆในขณะที่วางกระดาษในมือลงแล้วหยิบเอาเจ้ากระดาษบินได้ที่เกือบจะบินแสกหน้าเขาเมื่อครู่ขึ้นมาถือไว้แทน

 

 

 

“ตรงเวลาดีนี่ ทงเฮ”

“เนื้อหาคงไม่ต้องตรวจทาน ไร้ที่ติเหมือนเดิม”

เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยบอกลูกน้องคนเก่งพลางหัวเราะเบาๆในคอก่อนที่จะโยนต้นฉบับปึกนั้นลงไปในตะกร้าที่มีกระดาษอีกสองสามปึกวางอยู่ก่อนแล้ว

 

 

 

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัว”

ทงเฮกลับหลังหันอย่างเร็วจนเส้นผมสะบัดพรืดไปตามแรงเหวี่ยงคนตัวเล็กเดินออกจากห้องไปโดยไม่วายกระแทกปิดประตูเสียเต็มแรงจนคนในห้องต้องสะดุ้งเต็มแรง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“เป็นอะไรไปน่ะ”

สมาธิที่ถูกสรรสร้างขึ้นของอีซองมินเป็นอันต้องหมดลงเมื่อจู่ๆเพื่อนรักอย่างทงเฮก็มาทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ทำงานตัวข้างๆแถมยังถอนหายใจเอาๆเสียอีก

 

 

 

“เปล่านี่”

ทงเฮเอ่ยตอบเรียบๆพลางกดเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ตรงหน้าให้เริ่มทำงาน

 

 

 

“โกหกน่า แค่นายเข้ามานั่งเล่นที่ออฟฟิซก็แปลกมากแล้ว”

“มีอะไรรึเปล่า”

ทงเฮเป็นคนรักอิสระ นับครั้งได้ที่จะเห็นร่างบอบบางของทงเฮนั่งประจำอยู่ที่โต๊ะทำงานอย่างเช่นพนักงานคนอื่นๆหากแต่กระนั้นฝีมือฝีปากกาของทงเฮก็เรียกได้ว่าดีเลิศ สำนวนการเขียนอันเยี่ยมยอดบวกกับความรับผิดชอบของการส่งต้นฉบับนั่นก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือสำหรับนักเขียนคนหนึ่ง

 

 

 

“อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศดูบ้าง ล่ะมั้ง”

สิ้นคำตอบนั้น ที่ราวกับคำปัดรำคาญซองมินก็หันกลับไปทำงานในส่วนของตัวเองต่อ โดยไม่ได้สนใจอะไรทงเฮอีก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขาเรียวภายใต้กางเกงขาเดฟสีเข้มยกขึ้นไขว้กันไว้ในท่าทางสบายๆมือเล็กประคองถ้วยกระเบื้องใบเล็กที่บรรจุน้ำร้อนจัดซึ่งทงเฮหยิบติดมือมาด้วยจากโต๊ะวางของว่างเมื่อครู่ก่อนจะหย่อนถุงใบชาแห้งลงไปในน้ำร้อนนั้น จนมันเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลจางๆ ถุงชาถูกยกขึ้นยกลงวนไปมาอีกสองสามรอบก่อนที่ทงเฮจะยกมันจิบช้าๆพลางจ้องมองไปยังจอแอลซีดีตรงหน้าที่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นภาพพักจอสีดำสนิท

 

 

 

พริ้วไหวไปมา ขนนกสีขาวบริสุทธิ์ที่ถูกประกอบขึ้นจากเส้นขนอันเล็กๆจำนวนมากกำลังพริ้วไหวอยู่บนพื้นหลังที่ดำสนิทสีดำตัดกับสีขาว ช่วยขับให้ภาพตรงกลางนั้นโดดเด่นยิ่งขึ้น

 

 

 

พริ้วไหวไร้ขอบเขต ความอิสระอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เจ้าขนนกบางเบานั้นเคลื่อนที่ไปมาอย่างอิสระไร้ขอบเขต

 

 

 

การเคลื่อนที่ของขนนกภายในจอภาพตรงหน้านั้นหยุดลงอย่างฉับพลันเมื่อทงเฮจงใจขยับเม้าส์อันเล็กนั้นส่งผลให้หน้าจอแปรเปลี่ยนเป็นเดสก์ทอปที่แสดงไอคอนโปรแกรมแทนที่ทงเฮลอบถอนหายใจแรงๆอีกครั้ง แล้วยกถ้วยกระเบื้องขึ้นจิบเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะคว้าเอากระเป๋าผ้าใบโตคู่ใจขึ้นมาสะพาย แล้วผุดลุกขึ้นเดินออกไปทางประตูหน้าสำนักงาน

 

 

 

 

 

 

 

 

----<<<<<<<< F e a t h e r >>

 

 

 

 

 

 

 

ดวงตาคมเข้มจ้องมองตรงไปยังจอภาพแอลซีดีขนาดใหญ่ที่วางตั้งอยู่ตรงหน้านิ่งอย่างมีสมาธิในขณะที่มือข้างขวาขยับบังคับเลื่อนเม้าส์อันเล็กเพื่อบังคับทิศทางของเคอร์เซอร์อันเล็กที่ปรากฏบนจอนั้นให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการเป็นครั้งคราวแผ่นหลังตั้งตรงอย่างไร้ที่ติราวกับถูกจัดวางโดยที่ไม่ได้สัมผัสกับพนักพิงนุ่มๆของเก้าอี้ตัวโตที่ถูกใช้เป็นที่พาดเสื้อสูทเนื้อดีนั้นแม้แต่น้อยเลย

 

 

 

สอง หรืออาจจะสามชั่วโมงหลังเวลาเลิกงานล่วงผ่านไปแล้วคิมคิบอมนั่งจ้องจอภาพตรงหน้าที่แสดงรายละเอียดของรายงานการประชุมครั้งล่าสุดที่รองประธานบริษัทอย่างเขาต้องพลาดไปเนื่องด้วยเรื่องเร่งด่วนบางอย่างนั้นอย่างไม่ละสายตาท้องฟ้าภายนอกตัวอาคารมืดลงไปในทุกขณะแล้ว และอีกไม่นานก็คงจะมืดสนิทหากแต่ในห้องทำงานของคิมคิบอมกลับสว่างจ้าด้วยแสงไฟไม่ได้แตกต่างไปจากในเวลากลางวันเลยแม้แต่น้อย

 

 

เสียงจังหวะการเดินที่เป็นไปอย่างสม่ำเสมอหากแต่ฟังดูรีบเร่งกว่าปกติเล็กน้อยนั้นดังขึ้นใกล้เข้ามาทุกทีๆก่อนที่มันจะหยุดลง พร้อมๆกับที่ประตูไม้บานใหญ่ตรงหน้าห้องนั้นถูกเปิดออกด้วยแรงไม่น้อย

 

 

“อ้าว บอสยังไม่กลับอีกหรอครับ”

ผู้มาใหม่เบิกตากว้างขึ้นอย่างรู้สึกแปลกใจ คิมรยออุคเพียงแค่มาเดินดูความเรียบร้อยก่อนที่เลขารองประธานบริษัทอย่างเขาจะได้กลับบ้านเสียทีหลังจากเลยเวลาเลิกงานมาพักใหญ่ๆแล้วร่างเล็กหยุดยืนมองคนในห้องนั้นนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามเจ้านายสลับกับหอบแรงๆซึ่งเป็นผลจากการกึ่งเดินกึ่งวิ่งเมื่อครู่เสียงเปิดประตูและท่าทางตลกๆของเลขาคนสนิทนั้นทำให้เจ้านายอย่างคิบอมละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้ามาหยุดที่ช่องประตูก่อนที่รอยยิ้มบางๆจะผุดขึ้นที่มุมปากทั้งสองข้าง

 

 

“ยังหรอก แล้วตกใจอะไรล่ะนั่น

 

 

“ผมแค่ไม่คิดว่าจะยังมีคนอยู่ในตึกน่ะครับ”

รยออุคเอ่ยตอบตามตรง พลางขยับเดินเข้าไปในห้อง

 

 

“ฉันยังอ่านรายงานนี่ไม่จบเลย”

“แล้วก็ไม่มีอะไรต้องรีบนี่”

รองประธานบริษัทวัยเพียงยี่สิบกว่าๆด้วยใบหน้าหล่อคมที่ใครหลายคนเฝ้าฝันถึง รูปร่างสมส่วนอย่างนักกีฬาและความฉลาดเลิศ น่าแปลกใจที่ทั้งๆที่มีดีครบทุกด้านเช่นนี้ หากแต่คิบอมก็ยังคงเป็นแค่หนุ่มเนื้อหอมที่ยังโสดเท่านั้น

 

 

“งานเสร็จแล้วก็กลับเถอะ”

 

 

เสียงปิดประตูเบาๆอย่างมีมารยาทผิดไปจากตอนที่มันถูกเปิดออกดังขึ้นบ่งบอกว่ารยออุคได้จากไปแล้วตามที่คิบอมบอกรอบๆตัวกลับเข้าสู่ความสงบเงียบอีกครั้งหากแต่คิบอมยังคงจ้องไปยังบานประตูไม้บานโตเช่นเดิม

 

 

รองเท้าหนังสีดำที่ถูกขัดจนเป็นมันปลาบเคาะเบาๆเป็นจังหวะไปบนพื้นไม้ปาร์เก้จนเกิดเสียงไม่ดังนักแต่ก็ชัดเจนท่ามกลางความเงียบในขณะนี้ สายตาคมกริบไล่มองจากประตูบานโตนั้นผ่านวอลเปเปอร์สีนวลตาก่อนจะหยุดลงที่กรอบรูปเพียงหนึ่งเดียวบนผนังห้องกว้างๆทั้งสี่ด้านนี้

 

 

กรอบรูปสีเงินเงาตัดกับภาพภายในที่เป็นสีดำสนิทมีเพียงขนนกหนึ่งเส้นที่ปรากฏอยู่ตรงกึ่งกลางของรูปภาพเท่านั้นขนนกสีขาวบริสุทธิ์เงาวับตามธรรมชาติที่สรรสร้าง ดูพริ้วไหวอ่อนโยนง่ายแก่การทำลาย หากแต่เข้มแข็งอดทนอย่างไม่น่าเชื่อ

 

 

เข้มแข็ง แต่ก็เปราะบาง

เปราะบาง แต่ก็เข้มแข็ง

 

 

คิบอมกลับมาตั้งสมาธิให้ความสนใจกับรายงานการประชุมที่ให้ลูกน้องส่งอีเมลล์มาให้เมื่อเย็นอีกครั้งจังหวะการเลื่อนเม้าส์ดูว่าจะเร็วขึ้นหลังจากดวงตาคมนั้นเหลือบมองเวลาที่ล่วงเข้าสู่ช่วงหัวค่ำไปทุกทีแล้วก่อนที่จะทิ้งตัวลงพิงกับพนักเก้าอี้นุ่มๆที่นั่งอยู่เมื่อนาฬิกาคู่ใจบอกเวลายี่สิบนาฬิกาพอดีไม่ขาดไม่เกิน

 

 

เปลือกตาค่อยๆปิดลงเพื่อผ่อนคลายจากความเมื่อล้าเพราะใช้สายตาเป็นเวลานานก่อนที่จะเปิดขึ้นอย่างฉับพลันสายตาบรรจบเข้ากับกรอบรูปบนผนังอีกครั้งอย่างไม่ได้ตั้งใจ ก่อนที่คิบอมจะผุดลุกขึ้นเต็มความสูง คว้าเสื้อสูทที่วางพาดไว้บนพนักเก้าอี้มาถือไว้แล้วเดินออกไปจากห้องในทันที

 

 

 

 

 

 

 

 

----<<<<<<<< F e a t h e r >>

 

 

 

 

 

 

 

รองเท้าหนังสีดำขลับที่ถูกถอดทิ้งไว้อย่างไม่เป็นระเบียบราวกับว่าเจ้าของนั้นรีบเร่งเสียจนไม่ได้ใส่ใจที่จะจัดวางให้เรียบร้อยเสียก่อนวางอยู่ข้างๆรองเท้าบู๊ตสีน้ำตาลอ่อนที่กองระเนระนาดระเกะระกะอยู่ตรงหน้าประตูห้องพักที่อยู่บนชั้นที่สูงที่สุดของตึกคอนโดมิเนียมสูงระฟ้าใจกลางเมือง

 

 

แสงไฟสลัวๆที่สาดส่องให้ความสว่างภายในห้องนอนที่ตกแต่งด้วยโทนสีอบอุ่นทอดลงไปกระทบกับเฟอร์นิเจอร์ชั้นดีที่ราคาสูงไม่ต่างอะไรจากคุณภาพและดีไซน์ที่แสนจะโดดเด่นม่านสีอ่อนช่วยปลีกแยกทัศนียภาพภายนอก และความมืดมิดของยามค่ำคืนเช่นในตอนนี้ให้ออกจากความส่วนตัวภายในตัวห้องนอน

 

 

นัยน์ตาใสใสสีอ่อนที่ส่องประกายอยู่ในตอนนี้ช้อนมองใบหน้าหล่อคมของอีกคนที่อยู่ห่างออกไปจากดวงตานั้นไม่เกินกว่าระยะลมหายใจกั้นสายตามาบรรจบถึงกัน หากแต่นิ่งเฉย  ริมฝีปากอิ่มที่แดงช้ำเผยอเล็กน้อยเพื่อเปิดทางหายใจแผ่นอกบอบบางสะเทือนขึ้นลงตามการหายใจที่หนักหน่วงฝ่ามือเล็กๆทั้งสองข้างถูกพันธนาการเอาไว้กับพื้นเตียงด้วยมือแกร่งของคนบนร่างแน่นราวกับกุญแจมือโลหะ ทั้งสายตาคมกริบที่กำลังจ้องมองลงมา และแรงกดที่ข้อมือก็ต่างทำให้ทงเฮไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้เลยแม้แต่น้อย

 

 

ริมฝีปากที่บวมช้ำถูกประกบจูบอีกครั้งราวกับมีแรงดึงดูดระหว่างกัน กลีบปากหนาปรนเปรอจูบให้กับทงเฮด้วยแรงมหาศาล บดขยี้ดูดเม้มด้วยความต้องการที่ซุกซ่อนอยู่ก่อนที่ทงเฮจะรู้สึกได้ถึงความอิสระของมือทั้งสองข้าง มือเล็กปะป่ายไปบนแผ่นหลังแกร่งของคนบนร่างปลายนิ้วกดจิกลงไปบนแผ่นหลังของคนข้างบนเพื่อผ่อนคลายอารมณ์และความเสียวสะท้านในขณะที่มือร้อนๆของอีกคนลูบไล้ไปมาตามแนวข้างลำตัวของทงเฮขึ้นลงไปมาเพื่อปลุกเร้าอารมณ์

 

 

เบียดแนบชิดกันความร้อนในกายเริ่มที่จะก่อตัวเพิ่มมากขึ้นทุกทีๆจนมันแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตัวของอวัยวะตรงกลางร่างคิมคิบอมบิดกายไปมาเพื่อให้ส่วนสำคัญนั้นได้บดเบียดเข้ากับร่างกายขาวจัดนุ่มนิ่มที่อยู่ข้างใต้มากยิ่งขึ้นไปอีกโพรงปากร้อนของคิบอมละจากกลีบปากพลางประทับจูบเม้มไล่ลงมาตามแนวลำคอทงเฮครางเป็นครั้งคราว ในขณะที่ลมหายใจเริ่มติดขัดจนต้องหอบหายใจ

 

 

รอยเม้มสีแดงช้ำปรากฏขึ้นจนเต็มพื้นที่ขาวจัดแรงเม้มอย่างรุนแรงด้วยแรงอารมณ์ทำให้ทงเฮสั่นสะท้าน คิบอมไล่จูบลงไปจนถึงขาอ่อนก่อนจะเหยียดกายขึ้น ประกบจูบหนักๆอีกครั้งที่ริมฝีปากแล้วทาบร่างกายเข้ากับช่องทางที่เริ่มตอดรัด

 

 

ร่างสูงเหยียดกายเพื่อนำพาส่วนแข็งขืนของตัวเองเข้าไปตามช่องทางคับแคบทีละนิดแรงตอดรัดที่รุนแรงทำให้เสียวซ่าน เสียงครางหนักๆดังขึ้นไม่หยุดก่อนที่จังหวะรักจะถูกขับเคลื่อนไปเมื่อสามารถสอดใส่ได้จนสุดความยาว สั่นสะเทือนหนักหน่วง ทั้งสองกลายเป็นหนึ่งเดียวต่างคนต่างต้องการที่จะนำพาตัวเองให้ไปถึงจุดแห่งความสุขนั้น เร็วถี่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ช่องทางที่คับแคบเริ่มเปิดกว้างคุ้นชินกับสิ่งแปลกปลอมที่ถูกดันเข้าดันออกครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด

 

 

เสียงกรีดร้องผสมครางนั้นบ่งบอกถึงอารมณ์สุขสม หรือความเจ็บปวด ก็ไม่สามารถแยกออกจากกันได้สะโพกขยับโยกเข้าหากัน ถี่ขึ้น แรงขึ้นเล็บยาวจิกลงไปบนแผ่นหลังเปรอะเหงื่อของคิบอมจนเต็มแรงเพื่อระบายความเจ็บปวดและคับแน่น

 

 

ท่อนขาพันเกี่ยวกันจนแยกไม่ออก ขาคู่ถีบไปมาเพื่อผลักดันกายความปรารถนาพุ่งพล่านจนถึงปลายทาง ก่อนที่น้ำรักจะพุ่งออกจากส่วนปลายเหมือนเป็นสัญญาณสั่งให้จบสิ้น ทุกจังหวะการขับเคลื่อนชะงักค้าง ทั้งสองคนทิ้งตัวลงนอนทับกันอย่างหมดแรง

 

 

 

 

 

 

----<<<<<<<< F e a t h e r >>

 

 

 

 

 

 

 

ล่วงเข้าสู่วันใหม่แล้ว เมื่อคิบอมรู้สึกตัวตื่นขึ้นอีกครั้งความรู้สึกหนาวเหน็บคือความรู้สึกแรกในตอนนี้เหงื่อชื้นโทรมกายจากกิจกรรมรักเมื่อช่วงหัวค่ำนั้นทำให้คิบอมหนาวสั่นเมื่อมันสัมผัสกับอากาศจากเครื่องปรับอากาศชั้นดีที่ถูกตั้งอุณหภูมิไว้เสียเย็นเฉียบเปลือกตากระพริบถี่ๆเพื่อปรับตัวให้เข้ากับแสงสว่างจ้าของดวงไฟที่ส่องลอดผ่านช่องประตูที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้นั้นเข้ามาภายในห้องนอนมืดๆ

 

 

ข้างกายมีเพียงความว่างเปล่าเมื่อพยายามควานหาร่างกายนุ่มมือที่เคยอยู่เคียงข้าง คิบอมกวาดเอาผ้าห่มนวมผืนหนาที่กองไม่เป็นระเบียบอยู่นั้นให้ไปอยู่รวมกันที่ปลายเท้าก่อนจะขยับลุกออกจากเตียง

 

 

เสื้อผ้าสองชุดที่กองระเกะระกะปนกันอยู่ตรงปลายเตียงนั้นทำให้คิบอมนึกแปลกใจก่อนจะหยิบเอาชุดของตัวเองขึ้นมาสวมใส่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เสียงลากเท้าทำให้จังหวะการพิมพ์ของอีทงเฮหยุดลงอย่างฉับพลันดวงตาสีชาเหลือบมองไปทางช่องประตูห้องนอนที่ในตอนนี้ปรากฏร่างสูงๆของคิมคิบอมหยุดยืนอยู่

 

 

ร่างกายเปลือยเปล่าที่ยังคงปรากฏรอยขบเม้มสีแดงจัดทั่วไปขาทั้งสองข้างยกขึ้นตั้งในท่ากอดเข่าเผยร่องรอยที่เพิ่งถูกกระทำจนช้ำแดง หากแต่ว่าทั้งใบหน้าสวยจัดนั้น และดวงตาสีชาที่แสนจะงดงามของทงเฮก็ยังคงเรียบเฉย

 

 

“ทำงานอยู่หรอ”

ร่างสูงตัดสินใจเป็นผู้เอ่ยถามหลังจากที่ลอบมองพิจารณาคนตรงหน้าไปได้พักใหญ่ๆ

 

 

…”

 

 

“ผมจะกลับแล้ว”

และก็เช่นเคย ที่จะไร้ซึ่งเสียงตอบใดใดจากทงเฮคิบอมยิ้มบางๆให้ร่างเล็กตรงหน้า ก่อนจะเดินเร็วๆออกไปทางประตูหน้าห้อง

 

 

 

 

 

 

 

 

คิบอมกลับไปได้พักใหญ่ๆแล้วหากแต่ทงเฮก็ยังคงนั่งนิ่งๆอยู่เช่นเดิม แขนเรียวยกขึ้นกอดเข่าทั้งสองข้างคางได้รูปวางลงบนหัวเข่านั้น นิ่ง ไร้การเคลื่อนไหว

 

 

ความรู้สึกที่แปลกออกไปกำลังเข้ามาสัมผัสทักทายทงเฮความรู้สึกโดดเดี่ยวที่ไม่คุ้นเคยกำลังเข้ามาทำร้ายคนรักอิสระและชอบอยู่คนเดียวอย่างทงเฮ

 

 

ริมฝีปากหนักๆอยากจะเอ่ยบอกไปในสิ่งที่ไม่เคยแม้แต่จะคิดอย่าไปได้มั้ย คิบอม

 

 

ความรู้สึกแปลกๆ เริ่มมีขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ

 

 

 

 

 

 

 

 

----<<<<<<<< F e a t h e r >>

 

 

 

 

 

 

 

กระเป๋าผ้าใบโตที่อีซองมินพอจะจำได้ลางๆว่าเป็นของอีทงเฮเจ้าของโต๊ะทำงานตัวข้างๆที่ซองมินเองก็ไม่ค่อยจะได้พบเจอบ่อยนักในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมาถูกโยนเต็มแรงลงมาบนเก้าอี้สำนักงานที่มักจะว่างอยู่เสมอก่อนที่ดวงตากลมๆของซองมินจะเบนออกจากจอแอลซีดีตรงหน้ามายังร่างบอบบางของเพื่อนรักที่เพิ่งจะทิ้งตัวนั่งลงทาบทับไปบนกระเป๋าคู่ใจอย่างไม่สนใจใยดีข้าวของที่บรรจุอยู่ในนั้นเลยแม้แต่น้อย

 

 

“เฮ่ยมาได้ยังไงเนี่ย”

เจ้าของร่างอวบๆเอ่ยถามเสียงดังลั่น

 

 

“ก็ฉันทำงานที่นี่…”

อีกคนตอบกลับเบาๆอย่างไม่ใส่ใจนักในขณะที่กำลังก้มลงกดเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ตรงหน้าให้เริ่มทำงาน

 

 

“วันดีคืนดีไม่เห็นเคยมาทำงานนี่นาไอ้อาร์ตตัวพ่อ!!

ซองมินละมือจากแป้นพิมพ์ก่อนจะหันทั้งตัวมาทางเพื่อนรัก

 

 

“ช่วงนี้รู้สึกแปลกๆว่ะ”

 

 

อกหัก?”

“แต่คงไม่มีทางหรอกเพราะคนอย่างอีทงเฮไม่เคยมีความรักกับใคร ใช่มั้ยล่ะ”

ซองมินเอ่ยบอกก่อนที่จะพูดประโยคต่อมาในทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ว่า ตั้งแต่คบกับทงเฮมาสิบกว่าปีซองมินก็ยังไม่เคยเห็นทงเฮให้ความรักกับใครเลยสักคนเดียวนี่นา ก็ทงเฮน่ะ รักความอิสระ แล้วก็เกลียดการถูกผูกมัดเสียยิ่งกว่าอะไรดี

 

 

ซองมินยิ้มบางๆให้กับทงเฮก่อนที่จะหันกลับไปเร่งทำงานตรงหน้าต่อเพื่อให้เสร็จทันเวลาปิดเล่มหนังสือปักษ์นี้

 

 

ดวงตาสีชาใสใสจ้องมองตรงไปยังจอภาพตรงหน้าขนนกสีขาวบริสุทธิ์ที่กำลังพริ้วไหวไปมาอย่างอิสระ อิสระหากแต่ก็ยังคงต้องถูกกักขังอยู่ในกรอบรูปสี่เหลี่ยมที่มืดสนิทถึงแม้ทงเฮจะปรารถนาที่จะมีอิสระเสรีดังเช่นขนนกมากแค่ไหนทงเฮก็ไม่อาจที่จะหลีกเลี่ยงออกจากขอบเขตที่มองไม่เห็นได้อยู่ดี

 

 

 

 

 

 

 

 

----<<<<<<<< F e a t h e r >>

 

 

 

 

 

 

 

 

เกือบจะหนึ่งเดือนแล้วที่ชีวิตของอีทงเฮเปลี่ยนแปลงไปจนเพื่อนร่วมงานอย่างอีซองมินสังเกตุได้หากแต่ก็ยังคงไม่กล้าเอ่ยปากถามเจ้าตัวอยู่ดีซองมินลอบมองใบหน้าหวานของทงเฮที่ในตอนนี้เรียบเฉยในขณะที่ดวงตาสีชาคู่สวยนั้นมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างกระจกใสแจ๋วของสำนักงาน

 

 

นานเท่าไหร่แล้วล่ะที่ทงเฮเริ่มรู้สึกเบื่อกับการอยู่คนเดียว

นานเท่าไหร่แล้วล่ะที่ทงเฮเริ่มที่จะ … เหงา

 

 

ดวงตาจ้องมองออกไปตรงหน้าอย่างไร้จุดหมายทั้งที่มโนทัศน์นั้นกลับมองเห็นเป็นสิ่งอื่นในตอนนี้เพียงแค่สายลมที่บางเบาพัดผ่าน ก็คงจะทำให้ทงเฮรู้สึกหนาวเหน็บหัวใจได้แล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

----<<<<<<<< F e a t h e r >>

 

 

 

 

 

 

 

 

แรงขับเคลื่อนอันหนักหน่วงยังคงนำพาร่างเล็กๆที่อยู่ข้างใต้ให้ไปสู่ความสุขอันแสนลึกล้ำคิบอมกดย้ำกระแทกสะโพกเข้าหาทงเฮครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงแรงขึ้น ถี่ขึ้น ก่อนที่จะกระตุกกายนิ่งพร้อมกับปล่อยน้ำรักให้ฉีดพุ่งเข้าไปภายในร่างกายของอีกคน

 

 

เสียงหอบหนักสองเสียงประสานกันอย่างหนักหน่วงทั้งๆที่ยังไม่ได้ถอนกายออกไป คิบอมจ้องใบหน้าหวานสวยที่กำลังแดงระเรื่อเนื่องด้วยกิจกรรมเมื่อครู่ของทงเฮนิ่งดวงตาสีชานั้นกำลังไหวระริกในขณะที่จ้องตอบกลับมาคิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจ

 

 

“เอาออกไป”

ทงเฮเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบาในที่สุด

 

 

“ทงเฮ

 

 

“เราตกลงกันไว้ว่ายังไง”

นัยน์ตาที่ไหวระริกเมื่อครู่ในตอนนี้กลับแข็งกร้าวขึ้นในขณะที่ร่างเล็กเอ่ยบอก

 

 

 

แค่ความสัมพันธ์ทางร่างกายเป็นครั้งคราว…ทงเฮรักอิสระ และไม่ชอบการถูกผูกมัด ไม่ว่าจะในเรื่องการทำงาน หรือความรักก็ตาม

 

 

แรงเสียดสีที่เกิดขึ้นเมื่อส่วนแข็งขืนของอีกคนค่อยๆเคลื่อนผ่านช่องทางคับแคบออกไปนั้นทำเอาทงเฮเสียวสะท้านฟันซี่คมกัดเบาๆลงไปบนกลีบปากล่างความรู้สึกโหวงเหวงเข้ามาแทนที่ความอึดอัดคับแน่นเมื่อครู่ราวกับว่าทงเฮไม่อยากให้คิบอมจากไปเลย

 

 

คิบอมถอนกายออกจากตัวทงเฮก่อนจะขยับตัวลุกขึ้น หยิบเสื้อผ้าสามสี่ชิ้นที่เป็นของตัวเองขึ้นมาจากกองเสื้อผ้าบนพื้นรอบๆเตียงที่อยู่กลางห้องแล้วใส่มันอย่างลวกๆไป พลางลอบมองคนตัวเล็กที่ยังคงนอนขดอยู่บนเตียงไปด้วย

 

 

ร่างสูงสวมสูททับเสื้อเชิร์ตสีอ่อนที่ยังไม่ได้ใส่ชายเสื้อเข้าไปในกางเกงก่อนจะหันกลับไปมองทงเฮอีกครั้ง นิ่ง เนิ่นนาน ก่อนจะละสายตาออกจากร่างขาวจัดนั้นแล้วหันหลังกลับเดินออกไปทางประตูห้อง

 

 

“คิบอม…”

ทงเฮเรียกด้วยเสียงแผ่วเบาเบาเสียจนแทบไม่ต่างอะไรจากเสียงลม ทั้งที่ทงเฮเองนั้นยังไม่ได้หันมามองร่างสูงนั้นเลย

 

 

“ครับ”

 

 

 

…”

 

 

“ทงเฮ”

ร่างสูงเอ่ยถามซ้ำพลางเดินขยับเข้าไปใกล้ทงเฮให้มากขึ้นไปอีก

 

 

“เปล่าไม่มีอะไร”

 

 

“ถ้าอย่างนั้นผมกลับแล้วนะ”

 

 

“คิบอม…อย่าไปได้มั้ย”

“อย่าไป…อยู่กับฉันได้มั้ย”

 

 

“ทงเฮ”

คิบอมครางเสียงแผ่วพลางจ้องมองร่างเล็กๆของทงเฮที่กำลังขยับตัวลุกขึ้นนั่งดวงตาคู่สวยกำลังไหวระริกในยามที่จ้องมองกลับมา

 

 

ราวกับเวลาผ่านไปนานแสนนานก่อนที่ทั้งสองคนจะโผเข้าหากันด้วยแรงดึงดูดบางอย่างอ้อมกอดแสนอบอุ่นของคิบอมถูกปรนเปรอให้กับทงเฮที่กำลังโหยหาริมฝีปากอุ่นนุ่มประทับจูบหนักหน่วงหากแต่อ่อนโยนให้กับทงเฮที่ตอบรับมันเอาไว้ด้วยความยินดี

 

 

 

 คิบอมค่อยๆผ่อนความเร่าร้อนนั้นให้คลายลงทีละนิดก่อนที่จูบแสนร้อนแรงจะบางเบาลงกลายเป็นความอ่อนโยนที่เพียรมอบให้กับทงเฮไม่ได้ขาดเรียวลิ้นนุ่มๆตวัดพันเกลียวไปมากับลิ้นเล็กๆ ในขณะที่กลีบปากก็ยังคงบดเบียดเม้มปากนุ่มๆนั้นไม่ได้หยุด

 

 

แขนเรียวค่อยๆยกขึ้นเหนือศีรษะแล้วคล้องลำคอแกร่งพลางโน้มใบหน้าหล่อจัดนั้นให้ลงมาปรนเปรอรสจูบแสนหวานได้แนบชิดลึกซึ้งขึ้นไปอีก

 

 

ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ทงเฮถูกแรงผลักผลักให้กลับไปนอนลงบนเตียงที่ยับยู่ยี่นั้นอีกครั้ง ก่อนจะถูกทาบทับด้วยร่างสูงของคิบอมบทรักบทใหม่กำลังจะเริ่มต้นดำเนินไปอีกครั้ง ด้วยความอบอุ่น ลึกซึ้ง

 

 

ในตอนนี้ทงเฮไม่รู้สึกเหงาเลย

 

 

 

“ผมรักคุณ”

เสียงห้าวเอ่ยคำหวานบอกรักก่อนที่จะกดกระแทกสะโพกเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมกับปลดปล่อยความรักเข้าสู่ทงเฮ

 

 

… รัก

เสียงหวานบอกเสียงแผ่ว ก่อนที่จะหลับตาปรือปิดลงด้วยความเหนื่อยล้า

 

 

 

 

 

 

 

 

----<<<<<<<< F e a t h e r >>

 

 

 

 

 

 

 

 

 “ตั้งใจทำงานนะครับ”

“แล้วตอนเลิกงานเจอกันที่เดิมนะ”

คิบอมเอ่ยบอกคนตัวเล็กที่กำลังจะเปิดประตูรถโดยไม่ลืมที่จะกดจูบไปบนแก้มใสใสนั้นเร็วๆครั้งหนึ่ง

 

 

“รู้แล้วน่า”

คนถูกขโมยหอมแก้มฟึดฟัดเบาๆหากแต่แก้มใสนั้นกลับแดงระเรื่อ ทงเฮพยักหน้าเบาๆให้คนรัก ก่อนจะก้าวลงจากรถ

 

 

บัตรพนักงานบริษัทถูกเสียบลงในช่องเพื่อบันทึกเวลาเข้าทำงานก่อนที่ทงเฮจะก้าวเร็วๆเข้าไปในสำนักงาน

 

 

บางทีทำอะไรๆอยู่ในกรอบมันก็ดีเหมือนกันนะ

 

 

 

 

… The End …

 

 

 

 

 

Talk :: จะว่างง ค้าง หรือไม่รู้เรื่อง เอาเลยตามสบายยยยยยยยยยยยย

(แอบรู้สึกหน่อยๆเหมือนกันกรั่ก)

 

หนีดีกว่า==’’

[SF] IceCream

posted on 09 Jul 2009 19:38 by borimaxii  in ShortFic

IceCream
Kibum x Donghae
By borin









user posted image







IceCream <333












“ … เนื้อละเอียดราวกับใยไหม กลิ่นหอมอ่อนๆที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละรสชาด นานาสีสันที่ถูกแต่งแต้มผสมผสานลงไป ล้วนแต่ช่วยเสริมให้เนื้อไอศกรีมที่เย็นฉ่ำนั้นหวานหอม ชวนรับประทานยิ่งขึ้น ช้อนโลหะคันเล็กๆช้อนตักเอาเนื้อไอศกรีมนุ่มๆขึ้นมาจนพูนสูง ก่อนจะส่งมันเข้าไปลิ้มชิมรสภายในโพรงปาก …”
ทงเฮพลิกปิดหน้ากระดาษถนอมสายตาสีขาวนวลซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือนวนิยายเล่มใหม่ล่าสุดลงของนักเขียนคนโปรดลงอย่างเต็มแรง ก่อนที่จะโยนหนังสือเล่มหนานั้นลงไปนอนแอ้งแม้งที่พื้น โดยที่ไม่ได้ห่วงว่าหนังสือสุดที่รักจะยับจะขาดเลยแม้แต่น้อย ทงเฮทิ้งตัวเอนพิงหลังลงไปบนพนักพิงของโซฟาตัวโตพลางเหลือบมองหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คเล่มใหม่ล่าสุดที่เพิ่งจะให้คนรักซื้อมาฝากเมื่อวานนี้อีกครั้ง ก่อนจะสะบัดหน้าพรืดไปอีกทางหนึ่งโดยไม่สนใจมันอีก



มือเล็กเกี่ยวขาแว่นสายตากรอบหนาสีดำสนิทที่สวมใส่อยู่แล้วถอดมันวางลงบนโต๊ะกระจกใสใสตัวเล็กที่ตั้งอยู่ข้างเก้าอี้โซฟาที่นั่งอยู่ ก่อนจะเปลี่ยนท่าทางจากนั่งเป็นนอนหงาย ดวงตาลืมโพลงมองตรงไปยังเพดานห้องด้วยอาการไม่สบอารมณ์








IceCream <333








เวลาล่วงผ่านไปจากยามเช้า กลางวัน เข้าสู่ช่วงเย็นของวัน เสียงรถยนต์ที่คุ้นหูดังกระหึ่มเพิ่มระดับขึ้นใกล้เข้าสู่ตัวบ้านในทุกขณะ ก่อนที่มันจะเงียบลงไปอย่างฉับพลัน พร้อมๆกับการปรากฏตัวขึ้นของคิมคิบอมซึ่งแสดงสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยให้กับแม่บ้านคนเก่าคนแก่ของตระกูล ก่อนที่จะแปรเปลี่ยนสีหน้านั้นเป็นความกังวลใจแล้วรีบก้าวเร็วๆตรงไปยังห้องนั่งเล่นที่อยู่ลึกเข้าไปไม่มากจากประตูตรงหน้าบ้านตามคำบอกกล่าวของแม่บ้านในทันที



ภาพตรงหน้าทำเอาคนที่พึ่งกลับจากทำงานอดยิ้มกว้างให้กับความน่ารักนั้นไม่ได้ ร่างบอบบางของทงเฮนอนขดจนกลายเป็นก้อนกลมๆอยู่บนโซฟาสีอ่อนที่ตั้งอยู่หน้าโทรทัศน์จอยักษ์ ภาพที่ฉายในจอนั้นบอกคิบอมว่าทงเฮคงจะนอนดูโทรทัศน์จนเผลอหลับไปอย่างที่ทำอยู่บ่อยๆเป็นแน่แท้ จังหวะการหายใจเข้าออกเป็นไปอย่างสงบและเชื่องช้า ท่าทางการนอนหลับอย่างสบายๆของทงเฮทำให้คิบอมไม่อยากปลุกคนขี้เซา ทั้งๆที่ใจจริงแล้วอยากปลุกให้ลุกไปนอนในห้องนอนเป็นเรื่องเป็นราวเสียมากกว่า



ร่างสูงเดินหายลับไปทางช่องซุ้มประตูครู่หนึ่ง ก่อนที่จะกลับมาอีกครั้งพร้อมหอบเอาผ้าห่มผืนหนาติดมือมาด้วย สูทสีเข้มถูกถอดออกพาดไว้กับพนักโซฟาตัวหนึ่งที่อยู่ถัดออกไป คิบอมขยับคลายเนคไทให้หลวมออก ก่อนจะพับแขนเสื้อเชิร์ตสีขาวตัวในจนถึงข้อศอก แล้วค่อยๆจัดแจงคลี่ผ้าห่มสีหวานนั้นคลุมก้อนกลมๆของทงเฮบนโซฟา โดยที่บนใบหน้าหล่อจัดนั้นไม่ได้ลบเลือนรอยยิ้มกว้างออกไปเลยแม้ซักเสี้ยววินาที



“อืมมม”
เสียงครางเบาๆดังขึ้นในขณะที่ทงเฮขยับตัวเบาๆพลางพลิกตัวนอนหงาย ก่อนที่เปลือกตาบางๆจะค่อยๆกระพริบปรือเปิดขึ้นสู้แสง



“คิบอม …”
“เย็นแล้วหรอเนี่ย”
เสียงหวานที่ออกจะแหบพร่าจากการนอนหลับเป็นเวลาหลายชั่วโมงเอ่ยถาม ทั้งๆที่ดวงตายังลืมได้ไม่เต็มตาเสียด้วยซ้ำไป



“เกือบหกโมงแล้ว”
“แล้วทำไมทงเฮมานอนตรงนี้ล่ะครับ ไข้ยังไม่ลงเลยนะ”
คิบอมเอ่ยตอบพลางวางหลังมือลงบนหน้าผากของทงเฮเพื่อวัดอุณหภูมิ ก่อนจะเอ่ยในเชิงดุ



“ก็มันน่าเบื่อนี่ อยู่แต่ในห้อง”
ริมฝีปากสีสดเริ่มงองุ้มยื่นออกมาแสดงความไม่ชอบใจหลังเอ่ยจบประโยคนั้น ทงเฮผุดลุกขึ้นนั่งห้อยขาบนโซฟาตัวกว้างที่อาศัยนอนอยู่เมื่อครู่ แขนเรียวยกขึ้นกอดอกแน่น



“ไม่เอาน่าทงเฮ นอนพักเยอะๆจะได้หายไวไวไงครับ”
มือใหญ่วางลงบนกลุ่มผมนุ่ม ก่อนที่จะลูบไปมาอย่างอ่อนโยน คิบอมเอ่ยบอกด้วยเสียงอ่อนโยน พลางจ้องมองคนตัวเล็กอย่างเปี่ยมรัก



“คิบอม ~” 



“ครับ”
คิบอมเอ่ยตอบ พร้อมกับหย่อนตัวนั่งลงบนที่ว่างข้างๆคนตัวเล็ก



“เราอยากกินไอติม คิบอมพาทงเฮไปกินหน่อยนะ”
มือเล็กๆคล้องเข้ากับแขนของคนรัก พลางวางศีรษะทุยๆลงไปแนบกับไหล่กว้างของคิบอม แล้วเอ่ยบอกความต้องการ 



“ไม่ได้หรอกครับ ทงเฮยังมีไข้อยู่เลย แถมไอมากกว่าเดิมซะอีก”
“รอให้หายก่อนนะครับ”
คิบอมลูบไปมาบนเรียวแขนเล็กของทงเฮเบาๆอย่างเอาใจ พลางเอ่ยอธิบายเสียงนุ่ม



“แล้วคิบอมซื้อหนังสือเล่มนั้นมาให้ทำไม ถ้าจะห้ามไม่ให้เรากินไอติม”
“รู้มั้ยว่ามันบรรยายไอติมได้น่ากินขนาดไหน”
“แล้วในทีวีนั่นอีก ไม่รู้รึไงว่าไม่ควรโฆษณาไอติมตอนที่มีคนเป็นหวัดน่ะ”
เสียงแหบๆเอ่ยตะโกนใส่คนรักที่นั่งอดยู่ข้างๆไม่ยั้ง พลางขยับตัวออกห่าง หันหน้าหนีไปอีกทางอย่างคนขี้งอน



“ไม่เอาน่าทงเฮ อย่าพาลสิครับ”



“ก็เราอยากกินนี่นา”
ทงเฮเอ่ยเสียงอ่อน หลังจากถูกร่างสูงรวบเอวเข้าสู่อ้อมกอด คิบอมโอบทงเฮเอาไว้ทั้งตัว พลางโยกคนป่วยไปมาอย่างเอาใจ



“เอาไว้หายดีแล้วจะพาไปกินนะ”
“แต่ตอนนี้ทงเฮต้องกินยาแล้วนอนพักก่อนนะ”
คิบอมลอบหอมแก้มใสใส ก่อนจะส่งยาสองสามเม็ดให้คนรักในอ้อมกอดที่ยอมยื่นมือออกมารับอย่างว่าง่าย








IceCream <333








ทงเฮหลับไปได้ซักพักแล้ว คนตัวเล็กกำลังหลับสบายอยู่บนโซฟาตัวกว้างตัวเดิมโดยมีตักนุ่มๆของคนรักใช้แทนหมอนหนุนใบโต ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มลงไปตามเวลาที่เดินล่วงเข้าสู่ช่วงหัวค่ำเข้าไปทุกที คิบอมลอบมองเสี้ยวหน้าหวานของทงเฮที่กำลังหลับสนิท เปลือกตาบางๆที่ปกปิดนัยน์ตาใสใสคู่นั้นเอาไว้ในตอนนี้ปิดสนิทลง ขนตาสีดำเข้มเรียงเป็นแพดูเพลินตา สวยงามเหมาะเจาะราวกับถูกสรรสร้างขึ้นมาด้วยฝีมือของใครบางคน มากกว่าที่จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ริมฝีปากแดงระเรื่อที่เผยอออกเพื่อรับอากาศเข้าไปหายใจนั้นอวบอิ่มยิ่งกว่าผลเชอร์รี่ที่ฉ่ำน้ำ ไม่ว่าเมื่อไหร่ ในสายตาของคิบอมแล้ว ทงเฮก็น่ามองยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดบนโลกใบนี้



ฝ่ามือหนาของคิบอมเพิ่งจะวางลงสัมผัสกับกลุ่มผมนุ่มของคนที่กำลังนอนหลับสบาย ในขณะที่เสียงฝีเท้าของรองเท้าหนังราคาแพงที่ดังกระทบกับพื้นไม้ปาร์เก้อย่างจงใจลงแรงดังขึ้นใกล้เข้ามาทุกทีๆ ริมฝีปากของคิบอมเหยียดออกเป็นรอยยิ้มบางๆ พร้อมกับที่ชักมือกลับมาวางลงข้างตัวดังเดิม



“ทงเฮเป็นยังไงมั่ง”
ร่างสูงโปร่งเจ้าของเสียงฝีเท้าเมื่อครู่ทำได้อย่างไรไม่รู้ หากแต่ในตอนนี้ศีรษะเล็กๆของทงเฮกลับไปนอนหนุนอยู่บนตักนิ่มของพี่ชายหน้าสวยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมๆกับที่คนรักอย่างคิมคิบอมต้องระเห็จตัวเองไปนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดี่ยวๆอีกตัวแทนเสียอย่างนั้น



“ว่ายังไงคิบอม น้องฉันเป็นยังไงบ้าง”
นิ้วเรียวยาวของคิมฮีชอลบรรจงลูบไปบนผมสีเข้มของทงเฮอย่างอ่อนโยน ในขณะที่ดวงตาโตๆนั้นกลับเบิกกว้างจ้องมองมายังคิบอมอย่างเอาเรื่อง



“ก็ยังตัวร้อนๆอยู่เลยครับ แล้วก็เสียงแหบเชียว”
“แต่วันนี้บ่นอยากกินไอศกรีมอย่างเดียวเลย”
คิบอมเอ่ยตอบเบาๆพลางลอบมองคนตัวเล็กที่นอนหนุนตักพี่ชายอยู่



“แล้วทำไมไม่ให้ทงเฮกินล่ะ”
คิมฮีชอลหยุดมือที่ลูบไปมาบนกลุ่มผมของน้องชาย พลางมองคิบอมนิ่งด้วยสายตาแสดงความไม่เข้าใจ



“โถ่ พี่ครับ ทงเฮไม่สบายอยู่นะครับ”
“ขืนกินเข้าไปต้องเจ็บคอแย่แน่ๆเลย”



“แต่ว่า …”
“ฉันให้ฮันกยองซื้อไอศกรีมรสโปรดของทงเฮมาด้วยนี่”
ฮีชอลเอ่ยตอบเบาๆ พลางเหลือบสายตามองไปยังร่างสูงที่เพิ่งเดินเข้ามาถึงพร้อมกับถุงบรรจุของใบโตๆสองใบ



“เก็บไว้ในตู้เย็นก่อนก็ได้นี่ครับ”



“นั่นสิเนอะ ทำไมฉันถึงคิดไม่ออกนะ”
“… งั้นก็รีบเอาไปเก็บสิ!!”



ด้วยเพราะนอนหลับมานานเพียงพอแล้ว หรือเนื่องจากพลังเสียงของพี่ชายที่แผดตะเบ็งตะโกนสั่งคนรักของน้องชายกันแน่ ที่ทำให้คนป่วยอย่างทงเฮรู้สึกตัวตื่นขึ้นในที่สุด เปลือกตาบางวาวค่อยๆกระพริบถี่ๆ ก่อนจะเบิกโตขึ้นอย่างนึกแปลกใจกับเจ้าของตักที่ตัวเองนอนหนุนอยู่



“พี่ฮีชอล”
“มาได้ยังไงฮะ”
คนตัวเล็กผุดลุกขึ้นจากท่าทางการนอน ก่อนจะโผเข้ากอดเอวบางๆของพี่ชายสุดที่รักในทันที ใบหน้าหวานซุกเข้ากับหน้าอกของผู้เป็นพี่อย่างคนขี้อ้อน



“ก็แฟนเราน่ะสิ โทรไปบอกพี่”
“แล้วนี่ดีขึ้นมั้ย”
ฮีชอลวางมือลงบนศีรษะของทงเฮ ค้างเอาไว้ในขณะที่น้องชายตัวเล็กพยักหน้าหงึกหงัก



“แต่ว่า … พี่ฮีชอล …”
“ผมอยากกินไอติม”
ดวงตาใสใสช้อนจ้องตรงไปยังใบหน้าของพี่ชายหน้าสวยอย่างจงใจอ้อน แขนเรียวๆกระชับโอบเอวของฮีชอลให้แน่นเข้าไปอีก 








IceCream <333







ท่ามกลางความมืดสนิทในเวลาที่ล่วงเลยเที่ยงคืยมาแล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมง เท้าเล็กๆภายใต้สลิปเปอร์สีอ่อนเนื้อนุ่มเขย่งเดินพลางพยายามให้จังหวะการเดินนั้นเป็นไปอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากแต่ก็ยากเสียเหลือเกินในเมื่อแสงสว่างที่พอจะส่องสว่างให้กับทงเฮได้ในยามนี้มีเพียงแค่แสงจันทร์ที่สาดส่องลอดช่องหน้าต่างที่มีผ้าม่านคลุมอีกชั้นหนึ่งเข้ามาก็เท่านั้นเอง



บันไดขั้นแล้ว ขั้นเล่าที่ทงเฮก้าวผ่านลงมาราวกับเป็นระดับขั้นที่จะผ่านเข้าไปใกล้เส้นชัย และในที่สุดแล้วทงเฮก็พาเอาร่างบอบบางของตัวเองที่ไม่ค่อยจะมีแรงเสียเท่าไหร่เนื่องจากพิษไข้มาจนถึงจุดหมายในตอนนี้ก็คือห้องครัวซึ่งอยู่ตรงส่วนหลังของตัวบ้านหลังโต



เสียงกระหึ่มจากการทำงานของเครื่องทำความเย็นภายในตู้เย็นขนาดใหญ่เรียกให้ทงเฮเดินเข้าไปใกล้ให้มากยิ่งขึ้นอีก ก่อนที่ทงเฮจะเปิดมันออก แล้วสอดส่ายหาของที่ต้องการ



หมับ
แรงปะทะไม่เบานักจากทางด้านหลังทำให้ทงเฮสะดุ้งสุดตัว คนตัวเล็กที่กำลังก้มลงมองหาของที่ต้องการนั้นผุดยืนตรงก่อนจะหันกลับมามองเจ้าของวงแขนแกร่งอันแสนจะคุ้นเคยนั้น โดยไม่ลืมที่จะส่งสายตาค้อนๆไปให้ด้วย



“ลุกมาทำอะไรดึกๆครับ ทงเฮ”
คิบอมในชุดคลุมตัวยาวเอ่ยถามคนรักที่กำลังพยายามเบี่ยงออกจากอ้อมกอดแข็งแรงนั้นอย่างสุดกำลัง



“ก็เราหิวน้ำ…”



“ถ้าทงเฮยังดื้อจะกินไอศกรีมอยู่ หวัดมันก็จะไม่หายซักทีนะครับ”



“เอ๊ะ คิบอมนี่ เราบอกว่าจะมากินน้ำไง”



“แล้วตู้เย็นในห้องนอนล่ะครับ”
“น้ำก็ไม่ได้หมด ผมเพิ่งไปดื่มมาเมื่อกี้เอง”



“ก็…”
ไม่ทันที่เด็กขี้โกหกจะนึกสรรหาข้ออ้างใดใดมาตอบคุณพี่เลี้ยงเด็ก ริมฝีปากบางๆที่เผยออ้าออกเพื่อเตรียมที่จะเอ่ยเถียงต่อนั้นก็ถูกริดรอนให้ปิดลงดังเดิมด้วยริมฝีปากหนาๆของคิบอม ทงเฮเบิกตากว้างอย่างตกใจ ก่อนที่เปลือกตาวาวแสงนั้นจะค่อยๆปรือปิดลงตามอารมณ์ความรู้สึกที่นำพาไป คิบอมรั้งเอวเล็กๆของทงเฮเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดที่รัดประคองเอาไว้แน่น คนตัวเล็กถูกผลักให้แผ่นหลังชนกับผนังประตูตู้เย็นด้วยแรงไม่มากนักของคิบอม 



ริมฝีปากยังคงเชื่อมต่อกันในขณะที่เรียวลิ้นสากค่อยๆสอดแทรกตามรอยแยกของก้อนเนื้อนุ่มเข้าไปภายในโพรงปากเล็กๆ คิบอมไล่วนไปตามซี่ฟัน ร่องเหงือก ก่อนจะพันลิ้นชื้นนั้นไปมาเพื่อหยอกล้อกับลิ้นเล็กๆของทงเฮ ท่ามกลางน้ำลายที่คอยให้ความหล่อลื่น แรงดูดเม้ม โลมเลีย หยอกล้อกันไปมาทำให้อารมณ์เริ่มเตลิด



ฝ่ามือที่ร้อนจัดของคิบอมค่อยๆเลื่อนผละห่างจากเนื้อเรียบเนียนตรงช่วงเอวที่วางประคองค้างเอาไว้นอกเนื้อผ้าบางๆ คิบอมไล้มืออย่างช้าๆไปตามสัดส่วนของร่างกาย ก่อนจะสอดแทรกผ่านชายเสื้อนอนตัวบางเข้าไปสัมผัสทักทายเนื้อกายเนียนละเอียดลื่นมือที่ซ่อนอยู่ภายใน



แรงสัมผัสที่ไล้ไปมาตามร่างกายทำให้ทงเฮเริ่มรู้สึกร้อนขึ้นทุกทีๆ รสจูบที่ค่อยเป็นค่อยไปเมื่อครู่ในตอนนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนแรง ต่างคนต่างควานหาที่ยืดติดให้กับตัวเอง เรียวลิ้นเกาะเกี่ยวกันเอาไว้อย่างแยกกันไม่ออก 



เสียงแรงดูดดังขึ้นเป็นระยะเมื่อถึงคราวที่ริมฝีปากทั้งสองจำต้องแยกห่างออกจากกัน ก่อนที่มันจะกลับเคลื่อนเข้าหากันในทันทีทันใดอย่างขาดมิได้



รสจูบทำให้อารมณ์ถลำลึกลงไปมากขึ้นทุกที ก่อนที่มันจะหยุดลงด้วยการที่คิบอมผลักตัวทงเฮออกเบาๆ 



ริมฝีปากของคนที่ออกแรงผลักนั้นอ้อยอิ่งละจูบไปบนริมฝีปากอิ่มที่บวมเจ่อนั้นอีกชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะปล่อยร่างบางให้เป็นอิสระ คิบอมไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงแค่หยุดนิ่งจ้องมองคนรักที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้น ก่อนที่ริมฝีปากจะเหยียดออกเป็นรอยยิ้มกว้าง



“รสจูบของผม … อร่อยสู้ไอศกรีมได้มั้ยนะ”









IceCream <333









แสงแดดจ้าๆในเวลาเที่ยงของวันกลางฤดูร้อน แสงแดดที่แผดเผาลงมาทั่วทุกอนูของพื้นโลกจนทำให้หลายๆคนหวั่นกลัวจนต้องหลีกเลี่ยงมัน หากแต่แสงแดดอันร้อนแรงในอักนัยหนึ่ง ก็สะท้อนให้เห็นความน่ารักสดใสจนใครหลายคนต้องหลงใหลไปกับมันอย่างโงหัวไม่ขึ้น



ดวงตาใสใสฉายแววสะท้อนกับแสงแดดเมื่อทงเฮส่งยิ้มทั้งที่ริมฝีปากและดวงตาไปให้กับคนรักที่ยืนอยู่เคียงข้างกันในตอนนี้ มือเล็กๆที่ถูกประคองเอาไว้ในมือหนาๆของอีกคนกระตุกเรียกราวกับเป็นเด็กเล็กๆ



“คิบอม กินไอติมกัน”
“นะๆๆ”
ทั้งที่รู้ว่ายังไงซะคิบอมก็ต้องตามใจ หากแต่ทงเฮก็ยังคงเป็นทงเฮคนเดิมที่แสนจะขี้อ้อน คนตัวเล็กส่งสายตาออดอ้อนพลางกระตุกมือหนาๆนั้นอีกสองสามครั้ง ก่อนที่จะเริ่มเดินไปยังรถเข็นขายไอศกรีมที่หยุดขายอยู่ไม่ไกลออกไปมากนัก



คิบอมมองภาพคนรักตัวเล็กที่เกาะราวรถเข็นขายไอศกรีม พลางชะโงกมองรสไอศกรีมที่บรรจุอยู่ภายในถังใบโตนั้นแล้วก็ต้องลอบยิ้มกว้าง ก่อนที่จะก้าวเร็วๆเข้าไปหาคนรัก …










… The End …









โบริน เจ็บ คอ 
โบริน อยาก กิน ไอติมมมมมม TT
(จริงๆ)


จะหายตัวยาวแล้วนะ ^^
See You ><