[SF] Feather
posted on 23 Aug 2009 01:08 by borimaxii in ShortFicFeather
Kibumx Donghae
Byborin
----<<<<<<<< F e a t h e r >>
แสงแดดแรกของวันส่องทอดผ่านช่องว่างระหว่างรอยแยกของผ้าม่านสีนวลทึบแสงลงมากระทบลงบนเนื้อผ้าอย่างดีที่ใช้ปูทับลงบนฟูกนอนเตียงนอนขนาดคิงไซส์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางห้องถูกรายล้อมไปด้วยผ้าผ่อนเกือบสิบชิ้นซึ่งต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของเสื้อผ้าอาภรณ์ราคาแพงที่ในตอนนี้ถูกถอดทิ้งๆขว้างๆอย่างไร้การสนใจดูแลผ้าปูที่นอนสีพื้นซึ่งถูกเลือกสีให้เข้ากับการตกแต่งของห้องนอนที่เคยเรียบตึงจากฝีมือการปูที่เยี่ยมยอดของแม่บ้านมืออาชีพในตอนนี้ยับยู่เสียจนไม่เหลือเค้าเดิมหมอนนุ่มใบโตสองสามใบกระจัดกระจายอยู่บนพื้นพรมรอบๆเตียงผ้าห่มนวมกองอยู่ตรงปลายเตียง ยับยู่ไม่ต่างอะไรจากผ้าปูที่นอน …
----<<<<<<<< F e a t h e r >>
จังหวะการก้าวเดินที่เป็นไปอย่างสม่ำเสมอไม่ได้รีบร้อนหรือเชื่องช้าอืดอาดจนเกินไปนั้นช่วยเสริมทำให้คนที่กำลังก้าวเดินนั้นดูดีมีสง่าราศีมากยิ่งขึ้นเป็นเท่าตัวเท้าเล็กๆภายใต้รองเท้าบู๊ตสีน้ำตาลอ่อนก้าวกระทบพื้นหินปูทางเดินจนเกิดเป็นเสียงฝีเท้าประกอบการเดินนั้นแขนเรียวกระชับสายสะพายกระเป๋าใบโตที่คล้องอยู่บนไหล่แคบๆนั้นให้เข้าที่ดวงตาสีชาช้อนขึ้นมองต้นเหตุของแสงแดดจ้าๆที่ร้อนแรงจนทำให้คนเกลียดเหงื่ออย่างทงเฮต้องตัวชื้นเหงื่อมือเรียวปาดเอาความเปียกชื้นที่ไรผมตรงหน้าผากออก พลางเร่งฝีเท้าเมื่อพบว่าใกล้จะถึงเวลาเข้างานไปทุกที
ไม่ถึงสามสิบนาทีดีจากคอนโดสูงระฟ้าจนมาถึงตึกสูงซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานกองบรรณาธิการนิตยสารชื่อดังทงเฮผลักเปิดประตูกระจกใสให้เปิดออกหลังจากก้าวเดินออกจากลิฟท์โดยสารที่นำพาร่างบอบบางของนักเขียนหนุ่มขึ้นมาถึงชั้นยี่สิบเก้าเมื่อครู่หนุ่มหน้าหวานแทรกตัวผ่านช่องประตูนั้นเข้าไปยังสำนักงานอันแสนคุ้นเคยอุณหภูมิที่เย็นจัด แสงสว่างจ้าอย่างที่ไม่กลัวเปลืองไฟและความเงียบกริบที่ไม่มีใครเหมือน ที่นี่แหละนะ … ที่ทำงานของทงเฮ
ทงเฮก้าวเร็วๆตรงลึกเข้าไป ผ่านโต๊ะทำงานจำนวนมากที่ตั้งเรียงรายอยู่ทั้งสองฟากฝั่งของทางเดินเสียงเคาะแป้นคีย์บอร์ดดูเหมือนว่าจะเป็นเสียงเดียวที่ดังอยู่ในขณะนี้นอกจากเสียงรองเท้ากระทบพื้นของทงเฮเพื่อนร่วมงานหลายๆคนเงยหน้าขึ้นจากขอคอมพิวเตอร์ตรงหน้าเพื่อส่งยิ้มให้กับทงเฮในขณะที่อีกหลายๆคนไม่แม้แต่จะสนใจเสียงเดินหนักๆนั้นเลยด้วยว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการรีบปั่นต้นฉบับให้ทันกำหนดปิดเล่มนิตยสารปักษ์นี้ในอีกสองชั่วโมงข้างหน้า
ประตูไม้บานโตถูกเปิดออกโดยไม่มีการเคาะหรือส่งสัญญาณใดใดบอกคนในห้องและในที่สุดแล้ว ทงเฮก็เดินฉับๆเข้าไปหยุดยืนตรงหน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ตรงกลางห้องที่มีป้ายติดเอาไว้ว่า“บรรณาธิการ” อย่างไม่ได้กลัวเกรงใดใด ใบหน้าสวยหวานเรียบเฉยไม่ได้แสดงอาการอะไรในขณะที่จ้องมองไปยังคนที่กำลังตั้งอกตั้งใจอ่านต้นฉบับที่เพิ่งได้รับมาอยู่ตรงหน้า
พรึบ
เสียงกระดาษปึกใหญ่ตกลงกระทบกับพื้นโต๊ะตรงหน้าเรียกความสนใจของปาร์คยูชอนได้เป็นอย่างดีบรรณาธิการหนุ่มมองลอดแว่นสายตาที่สวมอยู่มาทางผู้ที่เข้ามาใหม่แล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมายูชอนเผยรอยยิ้มบางๆในขณะที่วางกระดาษในมือลงแล้วหยิบเอาเจ้ากระดาษบินได้ที่เกือบจะบินแสกหน้าเขาเมื่อครู่ขึ้นมาถือไว้แทน
“ตรงเวลาดีนี่ ทงเฮ”
“เนื้อหาคงไม่ต้องตรวจทาน … ไร้ที่ติเหมือนเดิม”
เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยบอกลูกน้องคนเก่งพลางหัวเราะเบาๆในคอก่อนที่จะโยนต้นฉบับปึกนั้นลงไปในตะกร้าที่มีกระดาษอีกสองสามปึกวางอยู่ก่อนแล้ว
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว … ผมขอตัว”
ทงเฮกลับหลังหันอย่างเร็วจนเส้นผมสะบัดพรืดไปตามแรงเหวี่ยงคนตัวเล็กเดินออกจากห้องไปโดยไม่วายกระแทกปิดประตูเสียเต็มแรงจนคนในห้องต้องสะดุ้งเต็มแรง
“เป็นอะไรไปน่ะ”
สมาธิที่ถูกสรรสร้างขึ้นของอีซองมินเป็นอันต้องหมดลงเมื่อจู่ๆเพื่อนรักอย่างทงเฮก็มาทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ทำงานตัวข้างๆแถมยังถอนหายใจเอาๆเสียอีก
“เปล่านี่”
ทงเฮเอ่ยตอบเรียบๆพลางกดเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ตรงหน้าให้เริ่มทำงาน
“โกหกน่า แค่นายเข้ามานั่งเล่นที่ออฟฟิซก็แปลกมากแล้ว”
“มีอะไรรึเปล่า”
ทงเฮเป็นคนรักอิสระ นับครั้งได้ที่จะเห็นร่างบอบบางของทงเฮนั่งประจำอยู่ที่โต๊ะทำงานอย่างเช่นพนักงานคนอื่นๆหากแต่กระนั้นฝีมือฝีปากกาของทงเฮก็เรียกได้ว่าดีเลิศ สำนวนการเขียนอันเยี่ยมยอดบวกกับความรับผิดชอบของการส่งต้นฉบับนั่นก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือสำหรับนักเขียนคนหนึ่ง
“อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศดูบ้าง … ล่ะมั้ง”
สิ้นคำตอบนั้น ที่ราวกับคำปัดรำคาญซองมินก็หันกลับไปทำงานในส่วนของตัวเองต่อ โดยไม่ได้สนใจอะไรทงเฮอีก
ขาเรียวภายใต้กางเกงขาเดฟสีเข้มยกขึ้นไขว้กันไว้ในท่าทางสบายๆมือเล็กประคองถ้วยกระเบื้องใบเล็กที่บรรจุน้ำร้อนจัดซึ่งทงเฮหยิบติดมือมาด้วยจากโต๊ะวางของว่างเมื่อครู่ก่อนจะหย่อนถุงใบชาแห้งลงไปในน้ำร้อนนั้น จนมันเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลจางๆ ถุงชาถูกยกขึ้นยกลงวนไปมาอีกสองสามรอบก่อนที่ทงเฮจะยกมันจิบช้าๆพลางจ้องมองไปยังจอแอลซีดีตรงหน้าที่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นภาพพักจอสีดำสนิท
พริ้วไหวไปมา … ขนนกสีขาวบริสุทธิ์ที่ถูกประกอบขึ้นจากเส้นขนอันเล็กๆจำนวนมากกำลังพริ้วไหวอยู่บนพื้นหลังที่ดำสนิทสีดำตัดกับสีขาว ช่วยขับให้ภาพตรงกลางนั้นโดดเด่นยิ่งขึ้น
พริ้วไหวไร้ขอบเขต … ความอิสระอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เจ้าขนนกบางเบานั้นเคลื่อนที่ไปมาอย่างอิสระไร้ขอบเขต
การเคลื่อนที่ของขนนกภายในจอภาพตรงหน้านั้นหยุดลงอย่างฉับพลันเมื่อทงเฮจงใจขยับเม้าส์อันเล็กนั้นส่งผลให้หน้าจอแปรเปลี่ยนเป็นเดสก์ทอปที่แสดงไอคอนโปรแกรมแทนที่ทงเฮลอบถอนหายใจแรงๆอีกครั้ง แล้วยกถ้วยกระเบื้องขึ้นจิบเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะคว้าเอากระเป๋าผ้าใบโตคู่ใจขึ้นมาสะพาย แล้วผุดลุกขึ้นเดินออกไปทางประตูหน้าสำนักงาน
----<<<<<<<< F e a t h e r >>
ดวงตาคมเข้มจ้องมองตรงไปยังจอภาพแอลซีดีขนาดใหญ่ที่วางตั้งอยู่ตรงหน้านิ่งอย่างมีสมาธิในขณะที่มือข้างขวาขยับบังคับเลื่อนเม้าส์อันเล็กเพื่อบังคับทิศทางของเคอร์เซอร์อันเล็กที่ปรากฏบนจอนั้นให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการเป็นครั้งคราวแผ่นหลังตั้งตรงอย่างไร้ที่ติราวกับถูกจัดวางโดยที่ไม่ได้สัมผัสกับพนักพิงนุ่มๆของเก้าอี้ตัวโตที่ถูกใช้เป็นที่พาดเสื้อสูทเนื้อดีนั้นแม้แต่น้อยเลย
สอง หรืออาจจะสามชั่วโมงหลังเวลาเลิกงานล่วงผ่านไปแล้วคิมคิบอมนั่งจ้องจอภาพตรงหน้าที่แสดงรายละเอียดของรายงานการประชุมครั้งล่าสุดที่รองประธานบริษัทอย่างเขาต้องพลาดไปเนื่องด้วยเรื่องเร่งด่วนบางอย่างนั้นอย่างไม่ละสายตาท้องฟ้าภายนอกตัวอาคารมืดลงไปในทุกขณะแล้ว และอีกไม่นานก็คงจะมืดสนิทหากแต่ในห้องทำงานของคิมคิบอมกลับสว่างจ้าด้วยแสงไฟไม่ได้แตกต่างไปจากในเวลากลางวันเลยแม้แต่น้อย
เสียงจังหวะการเดินที่เป็นไปอย่างสม่ำเสมอหากแต่ฟังดูรีบเร่งกว่าปกติเล็กน้อยนั้นดังขึ้นใกล้เข้ามาทุกทีๆก่อนที่มันจะหยุดลง พร้อมๆกับที่ประตูไม้บานใหญ่ตรงหน้าห้องนั้นถูกเปิดออกด้วยแรงไม่น้อย
“อ้าว …บอสยังไม่กลับอีกหรอครับ”
ผู้มาใหม่เบิกตากว้างขึ้นอย่างรู้สึกแปลกใจ คิมรยออุคเพียงแค่มาเดินดูความเรียบร้อยก่อนที่เลขารองประธานบริษัทอย่างเขาจะได้กลับบ้านเสียทีหลังจากเลยเวลาเลิกงานมาพักใหญ่ๆแล้วร่างเล็กหยุดยืนมองคนในห้องนั้นนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามเจ้านายสลับกับหอบแรงๆซึ่งเป็นผลจากการกึ่งเดินกึ่งวิ่งเมื่อครู่เสียงเปิดประตูและท่าทางตลกๆของเลขาคนสนิทนั้นทำให้เจ้านายอย่างคิบอมละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้ามาหยุดที่ช่องประตูก่อนที่รอยยิ้มบางๆจะผุดขึ้นที่มุมปากทั้งสองข้าง
“ยังหรอก … แล้วตกใจอะไรล่ะนั่น”
“ผมแค่ไม่คิดว่าจะยังมีคนอยู่ในตึกน่ะครับ”
รยออุคเอ่ยตอบตามตรง พลางขยับเดินเข้าไปในห้อง
“ฉันยังอ่านรายงานนี่ไม่จบเลย”
“แล้วก็ไม่มีอะไรต้องรีบนี่”
รองประธานบริษัทวัยเพียงยี่สิบกว่าๆด้วยใบหน้าหล่อคมที่ใครหลายคนเฝ้าฝันถึง รูปร่างสมส่วนอย่างนักกีฬาและความฉลาดเลิศ น่าแปลกใจที่ทั้งๆที่มีดีครบทุกด้านเช่นนี้ … หากแต่คิบอมก็ยังคงเป็นแค่หนุ่มเนื้อหอมที่ยังโสดเท่านั้น
“งานเสร็จแล้วก็กลับเถอะ”
เสียงปิดประตูเบาๆอย่างมีมารยาทผิดไปจากตอนที่มันถูกเปิดออกดังขึ้นบ่งบอกว่ารยออุคได้จากไปแล้วตามที่คิบอมบอกรอบๆตัวกลับเข้าสู่ความสงบเงียบอีกครั้งหากแต่คิบอมยังคงจ้องไปยังบานประตูไม้บานโตเช่นเดิม
รองเท้าหนังสีดำที่ถูกขัดจนเป็นมันปลาบเคาะเบาๆเป็นจังหวะไปบนพื้นไม้ปาร์เก้จนเกิดเสียงไม่ดังนักแต่ก็ชัดเจนท่ามกลางความเงียบในขณะนี้ สายตาคมกริบไล่มองจากประตูบานโตนั้นผ่านวอลเปเปอร์สีนวลตาก่อนจะหยุดลงที่กรอบรูปเพียงหนึ่งเดียวบนผนังห้องกว้างๆทั้งสี่ด้านนี้
กรอบรูปสีเงินเงาตัดกับภาพภายในที่เป็นสีดำสนิทมีเพียงขนนกหนึ่งเส้นที่ปรากฏอยู่ตรงกึ่งกลางของรูปภาพเท่านั้นขนนกสีขาวบริสุทธิ์เงาวับตามธรรมชาติที่สรรสร้าง ดูพริ้วไหวอ่อนโยนง่ายแก่การทำลาย หากแต่เข้มแข็งอดทนอย่างไม่น่าเชื่อ
เข้มแข็ง … แต่ก็เปราะบาง
เปราะบาง … แต่ก็เข้มแข็ง
คิบอมกลับมาตั้งสมาธิให้ความสนใจกับรายงานการประชุมที่ให้ลูกน้องส่งอีเมลล์มาให้เมื่อเย็นอีกครั้งจังหวะการเลื่อนเม้าส์ดูว่าจะเร็วขึ้นหลังจากดวงตาคมนั้นเหลือบมองเวลาที่ล่วงเข้าสู่ช่วงหัวค่ำไปทุกทีแล้วก่อนที่จะทิ้งตัวลงพิงกับพนักเก้าอี้นุ่มๆที่นั่งอยู่เมื่อนาฬิกาคู่ใจบอกเวลายี่สิบนาฬิกาพอดีไม่ขาดไม่เกิน
เปลือกตาค่อยๆปิดลงเพื่อผ่อนคลายจากความเมื่อล้าเพราะใช้สายตาเป็นเวลานานก่อนที่จะเปิดขึ้นอย่างฉับพลันสายตาบรรจบเข้ากับกรอบรูปบนผนังอีกครั้งอย่างไม่ได้ตั้งใจ ก่อนที่คิบอมจะผุดลุกขึ้นเต็มความสูง คว้าเสื้อสูทที่วางพาดไว้บนพนักเก้าอี้มาถือไว้แล้วเดินออกไปจากห้องในทันที
----<<<<<<<< F e a t h e r >>
รองเท้าหนังสีดำขลับที่ถูกถอดทิ้งไว้อย่างไม่เป็นระเบียบราวกับว่าเจ้าของนั้นรีบเร่งเสียจนไม่ได้ใส่ใจที่จะจัดวางให้เรียบร้อยเสียก่อนวางอยู่ข้างๆรองเท้าบู๊ตสีน้ำตาลอ่อนที่กองระเนระนาดระเกะระกะอยู่ตรงหน้าประตูห้องพักที่อยู่บนชั้นที่สูงที่สุดของตึกคอนโดมิเนียมสูงระฟ้าใจกลางเมือง …
แสงไฟสลัวๆที่สาดส่องให้ความสว่างภายในห้องนอนที่ตกแต่งด้วยโทนสีอบอุ่นทอดลงไปกระทบกับเฟอร์นิเจอร์ชั้นดีที่ราคาสูงไม่ต่างอะไรจากคุณภาพและดีไซน์ที่แสนจะโดดเด่นม่านสีอ่อนช่วยปลีกแยกทัศนียภาพภายนอก และความมืดมิดของยามค่ำคืนเช่นในตอนนี้ให้ออกจากความส่วนตัวภายในตัวห้องนอน
นัยน์ตาใสใสสีอ่อนที่ส่องประกายอยู่ในตอนนี้ช้อนมองใบหน้าหล่อคมของอีกคนที่อยู่ห่างออกไปจากดวงตานั้นไม่เกินกว่าระยะลมหายใจกั้นสายตามาบรรจบถึงกัน หากแต่นิ่งเฉย ริมฝีปากอิ่มที่แดงช้ำเผยอเล็กน้อยเพื่อเปิดทางหายใจแผ่นอกบอบบางสะเทือนขึ้นลงตามการหายใจที่หนักหน่วงฝ่ามือเล็กๆทั้งสองข้างถูกพันธนาการเอาไว้กับพื้นเตียงด้วยมือแกร่งของคนบนร่างแน่นราวกับกุญแจมือโลหะ ทั้งสายตาคมกริบที่กำลังจ้องมองลงมา และแรงกดที่ข้อมือก็ต่างทำให้ทงเฮไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้เลยแม้แต่น้อย
ริมฝีปากที่บวมช้ำถูกประกบจูบอีกครั้งราวกับมีแรงดึงดูดระหว่างกัน กลีบปากหนาปรนเปรอจูบให้กับทงเฮด้วยแรงมหาศาล บดขยี้ดูดเม้มด้วยความต้องการที่ซุกซ่อนอยู่ก่อนที่ทงเฮจะรู้สึกได้ถึงความอิสระของมือทั้งสองข้าง มือเล็กปะป่ายไปบนแผ่นหลังแกร่งของคนบนร่างปลายนิ้วกดจิกลงไปบนแผ่นหลังของคนข้างบนเพื่อผ่อนคลายอารมณ์และความเสียวสะท้านในขณะที่มือร้อนๆของอีกคนลูบไล้ไปมาตามแนวข้างลำตัวของทงเฮขึ้นลงไปมาเพื่อปลุกเร้าอารมณ์
เบียดแนบชิดกันความร้อนในกายเริ่มที่จะก่อตัวเพิ่มมากขึ้นทุกทีๆจนมันแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตัวของอวัยวะตรงกลางร่างคิมคิบอมบิดกายไปมาเพื่อให้ส่วนสำคัญนั้นได้บดเบียดเข้ากับร่างกายขาวจัดนุ่มนิ่มที่อยู่ข้างใต้มากยิ่งขึ้นไปอีกโพรงปากร้อนของคิบอมละจากกลีบปากพลางประทับจูบเม้มไล่ลงมาตามแนวลำคอทงเฮครางเป็นครั้งคราว ในขณะที่ลมหายใจเริ่มติดขัดจนต้องหอบหายใจ
รอยเม้มสีแดงช้ำปรากฏขึ้นจนเต็มพื้นที่ขาวจัดแรงเม้มอย่างรุนแรงด้วยแรงอารมณ์ทำให้ทงเฮสั่นสะท้าน คิบอมไล่จูบลงไปจนถึงขาอ่อนก่อนจะเหยียดกายขึ้น ประกบจูบหนักๆอีกครั้งที่ริมฝีปากแล้วทาบร่างกายเข้ากับช่องทางที่เริ่มตอดรัด
ร่างสูงเหยียดกายเพื่อนำพาส่วนแข็งขืนของตัวเองเข้าไปตามช่องทางคับแคบทีละนิดแรงตอดรัดที่รุนแรงทำให้เสียวซ่าน เสียงครางหนักๆดังขึ้นไม่หยุดก่อนที่จังหวะรักจะถูกขับเคลื่อนไปเมื่อสามารถสอดใส่ได้จนสุดความยาว สั่นสะเทือนหนักหน่วง ทั้งสองกลายเป็นหนึ่งเดียวต่างคนต่างต้องการที่จะนำพาตัวเองให้ไปถึงจุดแห่งความสุขนั้น เร็วถี่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ช่องทางที่คับแคบเริ่มเปิดกว้างคุ้นชินกับสิ่งแปลกปลอมที่ถูกดันเข้าดันออกครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด
เสียงกรีดร้องผสมครางนั้นบ่งบอกถึงอารมณ์สุขสม หรือความเจ็บปวด ก็ไม่สามารถแยกออกจากกันได้สะโพกขยับโยกเข้าหากัน ถี่ขึ้น แรงขึ้นเล็บยาวจิกลงไปบนแผ่นหลังเปรอะเหงื่อของคิบอมจนเต็มแรงเพื่อระบายความเจ็บปวดและคับแน่น
ท่อนขาพันเกี่ยวกันจนแยกไม่ออก ขาคู่ถีบไปมาเพื่อผลักดันกายความปรารถนาพุ่งพล่านจนถึงปลายทาง ก่อนที่น้ำรักจะพุ่งออกจากส่วนปลายเหมือนเป็นสัญญาณสั่งให้จบสิ้น ทุกจังหวะการขับเคลื่อนชะงักค้าง … ทั้งสองคนทิ้งตัวลงนอนทับกันอย่างหมดแรง
----<<<<<<<< F e a t h e r >>
ล่วงเข้าสู่วันใหม่แล้ว เมื่อคิบอมรู้สึกตัวตื่นขึ้นอีกครั้งความรู้สึกหนาวเหน็บคือความรู้สึกแรกในตอนนี้เหงื่อชื้นโทรมกายจากกิจกรรมรักเมื่อช่วงหัวค่ำนั้นทำให้คิบอมหนาวสั่นเมื่อมันสัมผัสกับอากาศจากเครื่องปรับอากาศชั้นดีที่ถูกตั้งอุณหภูมิไว้เสียเย็นเฉียบเปลือกตากระพริบถี่ๆเพื่อปรับตัวให้เข้ากับแสงสว่างจ้าของดวงไฟที่ส่องลอดผ่านช่องประตูที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้นั้นเข้ามาภายในห้องนอนมืดๆ
ข้างกายมีเพียงความว่างเปล่าเมื่อพยายามควานหาร่างกายนุ่มมือที่เคยอยู่เคียงข้าง คิบอมกวาดเอาผ้าห่มนวมผืนหนาที่กองไม่เป็นระเบียบอยู่นั้นให้ไปอยู่รวมกันที่ปลายเท้าก่อนจะขยับลุกออกจากเตียง
เสื้อผ้าสองชุดที่กองระเกะระกะปนกันอยู่ตรงปลายเตียงนั้นทำให้คิบอมนึกแปลกใจก่อนจะหยิบเอาชุดของตัวเองขึ้นมาสวมใส่ …
เสียงลากเท้าทำให้จังหวะการพิมพ์ของอีทงเฮหยุดลงอย่างฉับพลันดวงตาสีชาเหลือบมองไปทางช่องประตูห้องนอนที่ในตอนนี้ปรากฏร่างสูงๆของคิมคิบอมหยุดยืนอยู่
ร่างกายเปลือยเปล่าที่ยังคงปรากฏรอยขบเม้มสีแดงจัดทั่วไปขาทั้งสองข้างยกขึ้นตั้งในท่ากอดเข่าเผยร่องรอยที่เพิ่งถูกกระทำจนช้ำแดง หากแต่ว่าทั้งใบหน้าสวยจัดนั้น และดวงตาสีชาที่แสนจะงดงามของทงเฮก็ยังคงเรียบเฉย
“ทำงานอยู่หรอ”
ร่างสูงตัดสินใจเป็นผู้เอ่ยถามหลังจากที่ลอบมองพิจารณาคนตรงหน้าไปได้พักใหญ่ๆ
“…”
“ผมจะกลับแล้ว”
และก็เช่นเคย ที่จะไร้ซึ่งเสียงตอบใดใดจากทงเฮคิบอมยิ้มบางๆให้ร่างเล็กตรงหน้า ก่อนจะเดินเร็วๆออกไปทางประตูหน้าห้อง
คิบอมกลับไปได้พักใหญ่ๆแล้วหากแต่ทงเฮก็ยังคงนั่งนิ่งๆอยู่เช่นเดิม แขนเรียวยกขึ้นกอดเข่าทั้งสองข้างคางได้รูปวางลงบนหัวเข่านั้น นิ่ง … ไร้การเคลื่อนไหว
ความรู้สึกที่แปลกออกไปกำลังเข้ามาสัมผัสทักทายทงเฮความรู้สึกโดดเดี่ยวที่ไม่คุ้นเคยกำลังเข้ามาทำร้ายคนรักอิสระและชอบอยู่คนเดียวอย่างทงเฮ
ริมฝีปากหนักๆอยากจะเอ่ยบอกไปในสิ่งที่ไม่เคยแม้แต่จะคิด…อย่าไปได้มั้ย คิบอม
ความรู้สึกแปลกๆ … เริ่มมีขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ
----<<<<<<<< F e a t h e r >>
กระเป๋าผ้าใบโตที่อีซองมินพอจะจำได้ลางๆว่าเป็นของอีทงเฮเจ้าของโต๊ะทำงานตัวข้างๆที่ซองมินเองก็ไม่ค่อยจะได้พบเจอบ่อยนักในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมาถูกโยนเต็มแรงลงมาบนเก้าอี้สำนักงานที่มักจะว่างอยู่เสมอก่อนที่ดวงตากลมๆของซองมินจะเบนออกจากจอแอลซีดีตรงหน้ามายังร่างบอบบางของเพื่อนรักที่เพิ่งจะทิ้งตัวนั่งลงทาบทับไปบนกระเป๋าคู่ใจอย่างไม่สนใจใยดีข้าวของที่บรรจุอยู่ในนั้นเลยแม้แต่น้อย
“เฮ่ยมาได้ยังไงเนี่ย”
เจ้าของร่างอวบๆเอ่ยถามเสียงดังลั่น
“ก็ฉันทำงานที่นี่…”
อีกคนตอบกลับเบาๆอย่างไม่ใส่ใจนักในขณะที่กำลังก้มลงกดเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ตรงหน้าให้เริ่มทำงาน
“วันดีคืนดีไม่เห็นเคยมาทำงานนี่นาไอ้อาร์ตตัวพ่อ!!”
ซองมินละมือจากแป้นพิมพ์ก่อนจะหันทั้งตัวมาทางเพื่อนรัก
“ช่วงนี้รู้สึกแปลกๆว่ะ”
“อกหัก?”
“แต่คงไม่มีทางหรอกเพราะคนอย่างอีทงเฮไม่เคยมีความรักกับใคร ใช่มั้ยล่ะ”
ซองมินเอ่ยบอกก่อนที่จะพูดประโยคต่อมาในทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ว่า ตั้งแต่คบกับทงเฮมาสิบกว่าปีซองมินก็ยังไม่เคยเห็นทงเฮให้ความรักกับใครเลยสักคนเดียวนี่นา … ก็ทงเฮน่ะ รักความอิสระ แล้วก็เกลียดการถูกผูกมัดเสียยิ่งกว่าอะไรดี
ซองมินยิ้มบางๆให้กับทงเฮก่อนที่จะหันกลับไปเร่งทำงานตรงหน้าต่อเพื่อให้เสร็จทันเวลาปิดเล่มหนังสือปักษ์นี้
ดวงตาสีชาใสใสจ้องมองตรงไปยังจอภาพตรงหน้าขนนกสีขาวบริสุทธิ์ที่กำลังพริ้วไหวไปมาอย่างอิสระ … อิสระหากแต่ก็ยังคงต้องถูกกักขังอยู่ในกรอบรูปสี่เหลี่ยมที่มืดสนิทถึงแม้ทงเฮจะปรารถนาที่จะมีอิสระเสรีดังเช่นขนนกมากแค่ไหนทงเฮก็ไม่อาจที่จะหลีกเลี่ยงออกจากขอบเขตที่มองไม่เห็นได้อยู่ดี
----<<<<<<<< F e a t h e r >>
เกือบจะหนึ่งเดือนแล้วที่ชีวิตของอีทงเฮเปลี่ยนแปลงไปจนเพื่อนร่วมงานอย่างอีซองมินสังเกตุได้หากแต่ก็ยังคงไม่กล้าเอ่ยปากถามเจ้าตัวอยู่ดีซองมินลอบมองใบหน้าหวานของทงเฮที่ในตอนนี้เรียบเฉยในขณะที่ดวงตาสีชาคู่สวยนั้นมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างกระจกใสแจ๋วของสำนักงาน
นานเท่าไหร่แล้วล่ะที่ทงเฮเริ่มรู้สึกเบื่อกับการอยู่คนเดียว
นานเท่าไหร่แล้วล่ะที่ทงเฮเริ่มที่จะ … เหงา
ดวงตาจ้องมองออกไปตรงหน้าอย่างไร้จุดหมายทั้งที่มโนทัศน์นั้นกลับมองเห็นเป็นสิ่งอื่นในตอนนี้เพียงแค่สายลมที่บางเบาพัดผ่าน ก็คงจะทำให้ทงเฮรู้สึกหนาวเหน็บหัวใจได้แล้ว
----<<<<<<<< F e a t h e r >>
แรงขับเคลื่อนอันหนักหน่วงยังคงนำพาร่างเล็กๆที่อยู่ข้างใต้ให้ไปสู่ความสุขอันแสนลึกล้ำคิบอมกดย้ำกระแทกสะโพกเข้าหาทงเฮครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงแรงขึ้น ถี่ขึ้น ก่อนที่จะกระตุกกายนิ่งพร้อมกับปล่อยน้ำรักให้ฉีดพุ่งเข้าไปภายในร่างกายของอีกคน
เสียงหอบหนักสองเสียงประสานกันอย่างหนักหน่วงทั้งๆที่ยังไม่ได้ถอนกายออกไป คิบอมจ้องใบหน้าหวานสวยที่กำลังแดงระเรื่อเนื่องด้วยกิจกรรมเมื่อครู่ของทงเฮนิ่งดวงตาสีชานั้นกำลังไหวระริกในขณะที่จ้องตอบกลับมาคิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจ
“เอาออกไป”
ทงเฮเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบาในที่สุด
“ทงเฮ…”
“เราตกลงกันไว้ว่ายังไง”
นัยน์ตาที่ไหวระริกเมื่อครู่ในตอนนี้กลับแข็งกร้าวขึ้นในขณะที่ร่างเล็กเอ่ยบอก
แค่ความสัมพันธ์ทางร่างกายเป็นครั้งคราว…ทงเฮรักอิสระ และไม่ชอบการถูกผูกมัด ไม่ว่าจะในเรื่องการทำงาน หรือความรักก็ตาม
แรงเสียดสีที่เกิดขึ้นเมื่อส่วนแข็งขืนของอีกคนค่อยๆเคลื่อนผ่านช่องทางคับแคบออกไปนั้นทำเอาทงเฮเสียวสะท้านฟันซี่คมกัดเบาๆลงไปบนกลีบปากล่างความรู้สึกโหวงเหวงเข้ามาแทนที่ความอึดอัดคับแน่นเมื่อครู่ราวกับว่าทงเฮไม่อยากให้คิบอมจากไปเลย …
คิบอมถอนกายออกจากตัวทงเฮก่อนจะขยับตัวลุกขึ้น หยิบเสื้อผ้าสามสี่ชิ้นที่เป็นของตัวเองขึ้นมาจากกองเสื้อผ้าบนพื้นรอบๆเตียงที่อยู่กลางห้องแล้วใส่มันอย่างลวกๆไป พลางลอบมองคนตัวเล็กที่ยังคงนอนขดอยู่บนเตียงไปด้วย
ร่างสูงสวมสูททับเสื้อเชิร์ตสีอ่อนที่ยังไม่ได้ใส่ชายเสื้อเข้าไปในกางเกงก่อนจะหันกลับไปมองทงเฮอีกครั้ง นิ่ง เนิ่นนาน ก่อนจะละสายตาออกจากร่างขาวจัดนั้นแล้วหันหลังกลับเดินออกไปทางประตูห้อง
“คิบอม…”
ทงเฮเรียกด้วยเสียงแผ่วเบาเบาเสียจนแทบไม่ต่างอะไรจากเสียงลม ทั้งที่ทงเฮเองนั้นยังไม่ได้หันมามองร่างสูงนั้นเลย
“ครับ”
“…”
“ทงเฮ”
ร่างสูงเอ่ยถามซ้ำพลางเดินขยับเข้าไปใกล้ทงเฮให้มากขึ้นไปอีก
“เปล่าไม่มีอะไร”
“ถ้าอย่างนั้นผมกลับแล้วนะ”
“คิบอม…อย่าไปได้มั้ย”
“อย่าไป…อยู่กับฉันได้มั้ย”
“ทงเฮ”
คิบอมครางเสียงแผ่วพลางจ้องมองร่างเล็กๆของทงเฮที่กำลังขยับตัวลุกขึ้นนั่งดวงตาคู่สวยกำลังไหวระริกในยามที่จ้องมองกลับมา
ราวกับเวลาผ่านไปนานแสนนานก่อนที่ทั้งสองคนจะโผเข้าหากันด้วยแรงดึงดูดบางอย่างอ้อมกอดแสนอบอุ่นของคิบอมถูกปรนเปรอให้กับทงเฮที่กำลังโหยหาริมฝีปากอุ่นนุ่มประทับจูบหนักหน่วงหากแต่อ่อนโยนให้กับทงเฮที่ตอบรับมันเอาไว้ด้วยความยินดี
คิบอมค่อยๆผ่อนความเร่าร้อนนั้นให้คลายลงทีละนิดก่อนที่จูบแสนร้อนแรงจะบางเบาลงกลายเป็นความอ่อนโยนที่เพียรมอบให้กับทงเฮไม่ได้ขาดเรียวลิ้นนุ่มๆตวัดพันเกลียวไปมากับลิ้นเล็กๆ ในขณะที่กลีบปากก็ยังคงบดเบียดเม้มปากนุ่มๆนั้นไม่ได้หยุด
แขนเรียวค่อยๆยกขึ้นเหนือศีรษะแล้วคล้องลำคอแกร่งพลางโน้มใบหน้าหล่อจัดนั้นให้ลงมาปรนเปรอรสจูบแสนหวานได้แนบชิดลึกซึ้งขึ้นไปอีก
ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ทงเฮถูกแรงผลักผลักให้กลับไปนอนลงบนเตียงที่ยับยู่ยี่นั้นอีกครั้ง ก่อนจะถูกทาบทับด้วยร่างสูงของคิบอมบทรักบทใหม่กำลังจะเริ่มต้นดำเนินไปอีกครั้ง ด้วยความอบอุ่น ลึกซึ้ง
ในตอนนี้ทงเฮไม่รู้สึกเหงาเลย …
“ผมรักคุณ”
เสียงห้าวเอ่ยคำหวานบอกรักก่อนที่จะกดกระแทกสะโพกเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมกับปลดปล่อยความรักเข้าสู่ทงเฮ
“… รัก”
เสียงหวานบอกเสียงแผ่ว ก่อนที่จะหลับตาปรือปิดลงด้วยความเหนื่อยล้า
----<<<<<<<< F e a t h e r >>
“ตั้งใจทำงานนะครับ”
“แล้วตอนเลิกงานเจอกันที่เดิมนะ”
คิบอมเอ่ยบอกคนตัวเล็กที่กำลังจะเปิดประตูรถโดยไม่ลืมที่จะกดจูบไปบนแก้มใสใสนั้นเร็วๆครั้งหนึ่ง
“รู้แล้วน่า”
คนถูกขโมยหอมแก้มฟึดฟัดเบาๆหากแต่แก้มใสนั้นกลับแดงระเรื่อ ทงเฮพยักหน้าเบาๆให้คนรัก ก่อนจะก้าวลงจากรถ
บัตรพนักงานบริษัทถูกเสียบลงในช่องเพื่อบันทึกเวลาเข้าทำงานก่อนที่ทงเฮจะก้าวเร็วๆเข้าไปในสำนักงาน
บางทีทำอะไรๆอยู่ในกรอบมันก็ดีเหมือนกันนะ …
… The End …
Talk :: จะว่างง ค้าง หรือไม่รู้เรื่อง เอาเลยตามสบายยยยยยยยยยยยย
(แอบรู้สึกหน่อยๆเหมือนกันกรั่ก)
หนีดีกว่า==’’
