IceBreaker

[FIC] Ice Breaker 2

posted on 03 Oct 2008 00:14 by borimaxii  in IceBreaker
Ice Breaker
KiHae ,,, KyuMin
By borin



Second*




“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ ซองมิน”
ใบหน้าหวานของซองมินที่เพิ่งจะเดินกลับเข้ามาคงจะหงิกมู่ทู่เสียจนเพื่อนรัก อีกสองคนที่ใช้ให้ไปปรินท์งานที่ร้านเมื่อครู่ที่กำลังนั่งเล่นเกมใน คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คอย่างสนุกสนานถึงได้หันมาสนใจคนที่เดินมาใหม่อย่างซองมิ นได้

“ก็ไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้ไม่ดูตาม้าตาเรือเดินมาชนเราแล้วก็หนีไปน่ะสิ โอ๊ยยย”
ซองมินเล่าให้ซีวอนที่เอ่ยถามฟังอย่างใส่อารมณ์พลางหย่อนตัวกระแทกลง นั่งบนม้าหินตัวเดิมเต็มแรง ก่อนที่เสียงใสใสนั้นจะแปรเปลี่ยนไปเป็นเสียงร้องอย่างเจ็บปวดแทน มือเล็กประคองสะโพกอวบไว้ พลางทำหน้าเหยเกแสดงความเจ็บปวด

“แล้วส่งงานเรียบร้อยแล้วหรือไง”
ซีวอนหยุดมือที่กำลังกดรัวแป้นคีย์บอร์ดอย่างเอาเป็นเอาตายแล้วหันหน้า มาสนใจเพื่อนรักตัวเล็กที่กำลังส่งเสียงโอดโอยไม่หยุดอยู่บนม้าหินที่นั่ง ข้างๆ

“ห่วงแต่งานนะ เพื่อนน่ะห่วงบ้างมั้ย”

“ห่วงไปทำไม นายถึกจะตาย”
เสียงหัวเราะอย่างสะใจสองเสียงดังขึ้นหลังจากที่จบประโยคนั้นของคิบอม ซองมินส่งสายตาอาฆาตแค้นไปให้เพื่อนรักทั้งสองที่เอาแต่นั่งหัวเราะ ก่อนจะหยิบเอากระเป๋าสะพายสีหวานขึ้นมาพาดไว้บนบ่า แล้วรวบหนังสือสองสามเล่มที่เป็นของตัวเองขึ้นมาถือเตรียมไว้

“จะไปไหนน่ะ ซองมิน”

“ไปเรียนไง บ่ายโมงแล้ว จะไม่เข้ากันรึไง”
จบคำนั้น ซองมินที่ยืนเตรียมตัวพร้อมอยู่ตั้งแต่เมื่อครู่ก็เริ่มออกเดินไปโดยไม่ใส่ ใจเพื่อนรักอีกสองคนที่ยังไม่ได้เก็บของที่วางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะอีก



**



“เหนื่อยเป็นบ้าเลยว่ะ”
ทงเฮที่เพิ่งจะหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ของโต๊ะเลคเชอร์ตรงแถวหน้าสุดของ ห้องเรียนวิชาโปรดนั่งบ่นไปพลางหอบไปพลาง มือเล็กพัดโบกไปมาตรงใบหน้าหวานที่กำลังขึ้นสีแดงระเรื่อจากอุณหภูมิร่างกาย ที่เพิ่มสูงขึ้น

“จะรีบอะไรนักหนาของแกวะ อาจารย์ก็ยังไม่มาซักหน่อย”
คยูฮยอนที่นั่งอยู่ข้างๆทงเฮลูบข้อมือตัวเองที่ในตอนนี้ขึ้นสีแดงช้ำ ด้วยแรงฉุดกระชากลากถูของเพื่อนรักตัวดี ... ให้ตายเถอะ ตัวเล็กแค่นี้แรงเยอะเป็นบ้าเลยคนอะไร

“ก็รีบมาจองที่นั่งหน้าสุดไง ขืนมาช้าก็อดน่ะสิ”
ใบหน้าหวานสวยฉายรอยยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจพลางพูดอธิบายตอบเพื่อนที่เอาแต่นั่งหน้ามุ่ยลูบข้อมือตัวเองอยู่ข้างๆ

“เมื่อกี้นี้ชนคนล้มไปตั้งหลายคน แกก็นะลากอยู่ได้”

“หรอ”
ออกปากถามไปเสียอย่างนั้น หากแต่ทงเฮก็ไม่ได้มีทีท่าเดือดร้อนอะไรมากมายอย่างคำพูด มือเล็กจัดแจงรูดซิปเปิดกระเป๋าใบโปรดจนกว้าง แล้วล้วงหาอุปกรณ์เครื่องเขียนที่โกยๆใส่มาอย่างไม่เป็นระเบียบ ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะตัวเล็กตรงหน้าเพื่อเตรียมเรียน

ไม่นานนักอาจารย์ประจำวิชาก็เริ่มบรรยายบทเรียนประกอบการฉายสไลด์บนจอ โปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่ตรงหน้าห้อง ใบหน้าหวานของทงเฮที่ในตอนนี้มีแว่นสายตากรอบดำประดับอยู่พยักหน้าเป็นครั้ง คราวเพื่อแสดงความเข้าใจในบทเรียนที่กำลังตั้งอกตั้งใจฟัง นิ้วเรียวที่ประคองปากกาสีสดใสด้ามโปรดขยับเขียนไปมาบนกระดาษสมุดสีขาวสะอาด ตาที่วางอยู่บนโต๊ะตัวเล็กเบื้องหน้าเพื่อจดรายละเอียดที่น่าสนใจ ในขณะที่ทงเฮกำลังตั้งอกตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ เพื่อนซี้ตัวสูงที่นั่งอยู่เคียงข้างกันกลับเพ่งมองไปที่นาฬิกาสายหนังเรือน สวยบนข้อมือข้างซ้าย ที่เข็มของมันราวกับว่าหยุดเดินไปแล้ว คยูฮยอนนั่งสวดภาวนาในใจให้คาบวิชาแสนน่าเบื่อนี้จบลงไปเสียที

เสียงลากปากกาแกรกๆดูเหมือนจะเป็นเพียงเสียงเสียงเดียวที่นักศึกษานับ ร้อยคนในห้องเลคเชอร์กล้าส่งออกมา อาจารย์วัยใกล้เกษียณประจำวิชาเอ่ยอธิบายหลักการยากแก่การเข้าใจ คยูฮยอนเหลือบมองเพื่อนรักที่นั่งพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจในทุกๆ เรื่องอย่างกับว่าถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้ซะอย่างงั้นแหละ อุณหภูมิในห้องเรียนในตอนนี้หนาวจัดจากการทำงานของเครื่องปรับอากาศทีเป็นไป อย่างดีเยี่ยม ทำให้ผิวกายของคนที่นั่งอยู่ตรงช่องแอร์อย่างคยูฮยอนสั่นสะท้าน

หนาวๆอย่างนี้ ... ออกไปยืนสูบบุหรี่ซักมวนแก้หนาวก็คงจะดี

“ทงเฮ”
คยูฮยอนเอ่ยบอกชิดใบหูเพื่อนรักที่กำลังเพ่งมองไปยังจอโปรเจคเตอร์หน้าห้องด้วยเสียงที่ไม่ดังมากไปกว่าเสียงกระซิบ

“หือ?”
ทงเฮครางรับในลำคอแทนการเอ่ยถาม ดวงตาคูสวยยังคงจ้องมองไปยังหน้าห้องเรียนไม่เปลี่ยนแปลง มือเล็กขยับจดรายละเอียดเนื้อหาสำคัญที่อาจารย์เพิ่งจะกล่าวเน้นลงไปในสมุด ตรงหน้าพลางเงี่ยหูรอรับฟังคำของเพื่อนรัก

“เดี๋ยวมานะ”
คยูฮยอนเอ่ยบอกทงเฮแล้วขยับตัวลุกยืนขึ้น โค้งเป็นการให้เกียรติอาจารย์ผู้สอนครั้งหนึ่งแล้วเดินเร็วๆออกไปทางประตู หน้าห้องเรียน โดยที่ไม่ได้หยิบข้าวของอะไรติดตัวไปเลยแม้แต่อย่างเดียว






บ่ายแก่ๆ ... คาบเรียนอันยาวนานในวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว อีทงเฮซึ่งเป็นนักศึกษาเพียงแค่ไม่กี่คนในห้องเลคเชอร์กว้างขวางที่ตั้งใจ เรียนไม่ได้ฟุบหลับลงไปจนหมดเวลาเรียนทยอยเก็บปากกาดินสอสองสามแท่งที่ใช้จด เมื่อครู่ลงไปในถุงดินสอสีเข้ม ก่อนจะจับมันยัดลงไปในกระเป๋าสะพายพร้อมๆกับสมุดเล่มหนา มือเล็กจับหูกระเป๋าใบโปรดที่รูดซิปปิดเรียบร้อยแล้วค้างนิ่ง ที่นั่งข้างๆยังคงว่างเปล่าหากแต่ถูกจับจองไปด้วยกระเป๋าสะพายใบใหญ่กับข้าว ของที่วางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะเลคเชอร์ตัวเล็ก ทงเฮกรอกตามองไปมาซ้ายขวาหาเจ้าเพื่อนรักที่หายตัวไปจากห้องเรียนนานกว่า ชั่วโมงแล้ว ... มันหายไปไหนของมันนะ

มือเล็กควานหาโทรศัพท์มือถือเครื่องบางเฉียบที่นอนแอ้งแม้งอยู่ก้น กระเป๋าขึ้นมาเปิดฝาพับ ก่อนจะกดปุ่มโทรด่วนหมายเลขแรกแล้วยกมันขึ้นแนบใบหู เสียงสัญญาณดังลากยาวเป็นจังหวะที่ดังลอดโทรศัพท์มานั้นดังขึ้นไปพร้อมๆกับ ที่ทำนองเพลงมีจังหวะซึ่งทงเฮจำได้แม่นว่ามันเป็นเสียงริงโทนเพลงโปรดของคยู ฮยอนดังขึ้นมาจากในกระเป๋าคู่ใจของเจ้าเพื่อนรักที่วางอยู่บนเก้าอี้ตัว ข้างๆนี้เอง ทงเฮกดปิดฝาพับโทรศัพท์ในมือ พลางกรอกตามองไปรอบๆตัวสองสามรอบแล้วจึงจัดการเก็บข้าวของของคยูฮยอนลง กระเป๋า แล้วยกกระเป๋าทั้งสองใบนั้นขึ้นพาดบ่าเดินออกจากห้องเรียนว่างเปล่าไปเป็นคน สุดท้าย



**



ดวงตาคมเข้มเหม่อมองไปรอบๆตัวอย่างไร้จุดหมาย ก่อนที่มันจะหยุดลงที่ผนังฉาบปูนโล่งๆของห้องเรียนว่างเปล่าที่อยู่ตรงหน้า แท่งบุหรี่ที่ถือค้างอยู่ในมือถูกยกขึ้นสูบครั้งแล้วครั้งเล่าสลับกับการพ่น ควันสีเทาร้อนๆออกมาทางปาก คยูฮยอนกำลังครุ่นคิด ... คิ้วได้รูปทั้งสองที่ขมวดเข้าหากันแน่นนั้นเป็นตัวบ่งบอกได้เป็นอย่างดี สายลมเย็นๆพัดผ่านจากทางด้านหลังที่ว่างเปล่าไม่ได้มีกำลังขวางกั้น หากแต่สายลมเย็นๆนั้นไม่ได้ทำให้คยูฮยอนรู้สึกผ่อนคลายใจลงได้เลยแม้แต่น้อย

เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นเรื่อยๆเป็นจังหวะตามการก้าวเดินเรียกความสนใจของคน ที่ยืนสูบบุหรี่พิงขอบระเบียงตรงทางเดินได้เป็นอย่างดี ทางเดินบนตึกในชั้นนี้ค่อนข้างเงียบ และตั้งแต่ที่คยูฮยอนยืนอยู่ตรงนี้ก็ยังไม่มีใครเดินผ่านไปมาซักคน ... เสียงฝีเท้าเงียบลงไปแล้ว พร้อมกับการปรากฏตัวขึ้นของอีทงเฮ ที่เพิ่งจะเดินเลี้ยวตรงมุมระเบียงมายืนตรงหน้าเพื่อนรัก

“เจ็บนะเว่ย”
แรงกระแทกไม่เบานักที่เป็นผลจากการเหวี่ยงกระเป๋าใบหนักลงไปกระแทกสี ข้างของคยูฮยอนส่งผลให้ร่างโปร่งส่งเสียงบ่นพลางเหลือกตาใส่คนตัวเล็กตรง หน้า

“ออกมาทำอะไรตั้งนาน มือถือก็ไม่เอาออกมา”
ใบหน้าหวานของทงเฮหงิกงอยามที่เอ่ยถามคยูฮยอน ไรผมเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อจากการที่ต้องเดินตามหาเพื่อนรักตัวดีที่เกิดหายตัวไปดื้อๆ

“นี่เลิกเรียนแล้วหรอ”
คยูฮยอนรับเอากระเป๋าเจ้ากรรมใบนั้นมาสะพายไว้บนไหล่ตัวเองก่อนที่จะยกข้อมือขึ้นเพื่อดูเวลาจากนาฬิกาเรือนโปรด

“ใช่สิ เลิกตั้งนานแล้วด้วย”

“งั้นก็กลับบ้านกัน”
บุหรี่มวนที่ถือค้างอยู่ในมือถูกยกขึ้นสูบอีกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่คยูฮยอนจะกดบี้มันลงไปที่ขอบถังขยะ มือใหญ่กระชับสายกระเป๋าบนไหล่ก่อนจะยกแขนขึ้นพาดบนบ่าแคบของทงเฮแล้วบังคับ ให้เริ่มออกเดินไปพร้อมๆกัน

ทั้งๆที่ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก หากแต่สีหน้าครุ่นคิดของคยูฮยอนเมื่อครุ่ก็ทำให้ทงเฮเงียบเสียงหยุดความ สงสัยนั้นลง ไม่ได้เอ่ยถามอะไรอีก ก่อนที่จะแยกกับคยูฮยอนตรงหน้าตึกคณะนั่นเอง



**


“กลับก่อนนะ”
ในทันทีที่อาจารย์ประจำวิชาเดินออกจากห้องไป ซองมินที่เก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ผุดลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง แล้วเอ่ยบอกลาเพื่อนอีกสองคนที่เหมือนกับว่าเพิ่งจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นเมื่อ ครู่นี้เอง

“อ้าว ไหนบอกว่าจะไปกินข้าวเย็นด้วยกันไง วันนี้ซีวอนมันจะเลี้ยงนะ”
คิบอมที่ได้สติตื่นจนเต็มที่แล้วเลิกคิ้วขึ้นสูงพลางเอ่ยถาม

“เฮ้ย อย่ามามั่ว ใครบอกจะเลี้ยงวะ”

“ฮ่าๆ จะเลี้ยงจริงหรอ แต่วันนี้เราติดธุระจริงๆ ยังไงก็ไปไม่ได้”
ซองมินเอ่ยถามพลางหัวเราะเบาๆ ก็เท่าที่จำได้ ซีวอนยังไม่ได้บอกซักคำเลยนี่ว่าจะเลี้ยง มือบอบบางยกขึ้นโบกไวไวให้เพื่อนทั้งสองคนพลางรีบเร่งก้าวเดินออกจากห้อง เรียนไป ทิ้งความสงสัยเอาไว้ให้คิบอมกับซีวอนที่ยังคงนั่งอยู่ในห้อง

“มันมีธุระอะไรของมันวะ เมื่อเช้ายังบอกว่าว่างอยู่เลยนี่”
คิบอมที่กำลังเก็บข้าวของอุปกรณ์การเรียนที่แทบจะไม่ได้ใช้เลยในคาบเรียนเพราะมัวแต่หลับได้หลับดีลงไปในกระเป๋าเอ่ยถามอย่างข้องใจ

“กูก็ไม่รู้เหมือนกันนั่นแหละ”

“มันมีแฟนหรอ ซีวอน”
คิบอมไม่ได้ใส่ใจในคำตอบของเพื่อนรัก หนำซ้ำยังถามย้ำอีกครั้งตามการคาดเดา ... ใครกันนะ ผู้โชคร้ายที่เป็นแฟนซองมิน


**



ลมเย็นเฉียบภายในร้านอาหารโชยมาปะทะผิวกายของผู้ที่เพิ่งจะผลักเปิด ประตูกระจกตรงหน้าร้านให้เปิดออก แสงไฟสลัวๆให้บรรยากาศอุ่นๆท่ามกลางอุณหภูมิอากาศเย็นเฉียบ ในเวลาหัวค่ำแบบนี้ลูกค้ายังไม่มากนัก และก็ยังเร็วไปมากสำหรับเวลาเริ่มงานของคยูฮยอน เสียงดนตรีบรรเลงถูกเปิดคลอเบาๆเพียงเพื่อไม่ให้ภายในร้านเงียบจนเกินไปและ ก็ไม่ดังมากจนรบกวนกลบเสียงพูดคุยของผู้ที่มารับประทานอาหาร ร่างสูงโปร่งของคยูฮยอนแทรกผ่านช่องประตูเข้ามาภายในตัวร้าน ก่อนจะลดตัวนั่งลงที่โต๊ะว่างโต๊ะหนึ่งตรงมุมด้านในสุดของร้านพลางเหม่อมอง ไปเรื่อยๆ นิ้วเรียวยาวเคาะไปบนแผ่นโต๊ะไม้ตัวกว้างตามจังหวะเพลงบรรเลงที่คุ้นเคย

“อ้าว คยูฮยอน มานั่งทำอะไรตรงนี้น่ะ”
ร่างบอบบางในชุดพนักงานเสิร์ฟเสื้อเชิร์ตสีขาวพร้อมผ้ากันเปื้อนสีเข้ม ที่คาดไว้ตรงเอวบางๆเดินเข้ามาใกล้โต๊ะที่คยูฮยอนนั่งอยู่ ก่อนจะเอ่ยถามร่างโปร่งที่นั่งหลบมุมอยู่คนเดียวอย่างแปลกใจ

“พอดีวันนี้มาเร็วน่ะครับ”

“อ่า นั่นสินะ ปกติสองทุ่มกว่าๆถึงจะเห็น”
รุ่นพี่หน้าสวยส่งยิ้มกว้างไปให้คยูฮยอน นักร้องชั่วคราวประจำร้านอาหารชื่อดัง ถึงจะไม่ได้มาร้องเพลงที่นี่บ่อยๆแต่ความสามารถก็เข้าขั้น จนรุ่นพี่รุ่นน้องต่างเอ็นดูให้ความสนใจ

“เดี๋ยวจะมานั่งคุยต่อนะ พี่ขอไปเสิร์ฟไอ้นี่ก่อน”
ดวงตากลมโตของฮีชอลมองไปยังจานอาหารสองจานบนถาดพลาสติกใบใหญ่ที่ถือ ค้างอยู่ในมือพลางเอ่ยปากขอตัวแล้วเดินตรงไปยังโต๊ะที่อยู่อีกโซนของร้าน






แสงไฟสปอทไลท์ที่ฉายส่องตรงลงมายังเวทีตรงมุมหนึ่งของร้านเพิ่มความโดด เด่นให้กับร่างสูงโปร่งที่กำลังยืนอยู่หน้าไมโครโฟนตั้งพื้นตรงกลางเวทีได้ เป็นอย่างดี เสียงทุ้มนุ่มบรรเลงบทเพลงรักหวานซึ้งที่โด่งดังเป็นที่รู้จัก ใบหน้าคมแสดงอารมณ์เคลิบเคลิ้มไปตามเนื้อเพลงนั้น คยูฮยอนเปล่งเสียงร้องไปตามที่ได้ฝึกฝนมาพลางเหลือบมองผู้คนที่มาอุดหนุน ร้านอาหารย่านใจกลางเมืองในวันนี้ เสียงดนตรีบรรเลงคลอประสานไปกับเสียงร้องอันรื่นหูดำเนินไปจนถึงท้ายเพลง

ดวงไฟสว่างจ้าค่อยๆหรี่ลงเมื่อคยูฮยอนร้องจนจบเพลง พร้อมๆกับที่ดวงตาคมสังเกตเห็นร่างโปร่งที่แสนจะคุ้นตา




... ฮันคยองกลับมาแล้วจริงๆ ...





...TBC…

[FIC] Ice Breaker 1

posted on 30 Aug 2008 14:51 by borimaxii  in IceBreaker

Ice Breaker

KiHae ,,,

By borin

 

 

 

 

Begin*

 

 

 

 

เสียงนกร้องระงมราวกับเป็นเสียงนาฬิกาปลุกชั้นดีที่ทำให้ร่างบอบบางของคนที่กำลังหลับสบายได้รู้สึกตัวตื่นขึ้น คนตัวเล็กบิดกายไปมาเล็กน้อยภายใต้ผ้าห่มนวมผืนหนาก่อนที่เปลือกตาวาวแสงจะค่อยๆเปิดปรือขึ้นเผยนัยน์ตาสีสวยให้กระทบกับบรรยากาศยามเช้า ท้องฟ้าภายนอกเริ่มสว่างขึ้นบ้างแล้ว หากแต่แสงสว่างนั้นยังไม่มากเพียงพอที่จะทำให้สามารถมองภาพอะไรๆรอบๆตัวได้อย่างชัดเจน แสงไฟสีส้มสว่างตาฉายแผดขึ้นในทันทีที่มือเล็กๆเคลื่อนปัดป่ายไปเปิดสวิทช์เปิดปิดใต้โคมไฟดีไซน์เก๋ที่วางตั้งไว้บนโต๊ะตัวเล็กข้างๆเตียงนอน

 

เป็นเวลาเดียวกันในทุกๆวันที่อีทงเฮจะรู้สึกตัวตื่นขึ้น และเช่นเดียวกันกับในวันนี้ แสงแดดอ่อนๆในยามเช้าค่อยๆเพิ่มแสงสว่างที่ส่องผ่านจากดวงอาทิตย์มายังพื้นโลกให้มากขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักรอบๆตัวก็สว่างไสวด้วยแสงจากธรรมชาติ ผนังห้องนอนสีหวานส่องประกายอบอุ่นราวกับต้องการจะต้อนรับวันใหม่ให้กับผู้ที่เพิ่งลืมตาตื่นขึ้น สายลมอ่อนๆพัดผ่านผ้าม่านสีอ่อนที่แขวนบดบังสายตาไว้ตรงหน้าต่างบานกว้างทำให้รอยยิ้มบางๆผุดขึ้นที่มุมปากทั้งสองข้างของทงเฮอย่างไม่ได้ตั้งใจ

 

ทงเฮนอนบิดไปบิดมาอีกครู่หนึ่งด้วยความเกียจคร้าน ก่อนที่จะลุกขึ้นนั่งบนเตียงกว้างแล้วเปลี่ยนท่าทางลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงในที่สุด ความง่วงเหงาที่ยังคงไม่หายไปเสียทีเดียวทำให้ดวงตาเรียวเฉียบแทบจะปิดลงในขณะที่กำลังบรรจงพับผ้าห่มผืนหนาแล้ววางไว้ตรงปลายเตียง

 

เสียงสายน้ำที่ไหลลงจากฝักบัวลงกระทบพื้นกระเบื้องสีสว่างภายในห้องน้ำขนาดกลางดังก้อง เสียงหวานฮัมทำนองเพลงโปรดไปพลางลูบไล้เนื้อครีมนุ่มๆของสบู่เหลวกลิ่นโปรดไปพลางอย่างอารมณ์ดี สายน้ำเย็นเฉียบบวกกับกลิ่นหอมๆทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสดชื่นไปในตัว

 

 

**

 

 

เสียงกระดิ่งตรงประตูหน้าร้านดังขึ้นพร้อมๆกับที่ลมร้อนของอากาศภายนอกตัวร้านจะพัดผ่านเข้ามาตามช่องประตูที่ถูกผลักให้เปิดออกเมื่อครู่ ก่อนที่ประตูกระจกบานใสจะถูกปล่อยให้ปิดลงตามหลังการแทรกตัวผ่านเข้ามาของชายหนุ่มร่างเล็กที่ประคองตัวหอบน้อยๆแสดงอาการรีบร้อน ใบหน้าหวานของผู้มาใหม่ขึ้นสีระเรื่อจากอุณหภูมิร่างกายที่เพิ่มสูงขึ้น

 

“พี่จองซู ผมมาช้าไปหรอฮะ”

เสียงหวานเอ่ยถามเจ้าของร้านที่กำลังจัดข้าวของอยู่หลังเคาน์เตอร์ตรงหน้าร้าน หลังจากที่มองซ้ายมองขวาไปรอบๆร้านได้ครบหนึ่งรอบพอดิบพอดี

 

“หืม ไม่นี่”

จองซูเอ่ยตอบพลางพยักพเยิดไปนอกร้าน โดยไม่วายส่งรอยยิ้มบางๆอย่างใจดีมาให้

 

ภายนอกร้านที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนผ่านทางกระจกใสใสที่เป็นผนังรายรอบด้านหน้าร้านในตอนนี้เผยให้เห็นร่างสูงโปร่งอันคุ้นเคยในความรู้สึกของทงเฮ ใบหน้าหล่อคมที่เคร่งขรึมเฉยชาอยู่เสมอนั่นกลับทำให้ทงเฮเผยรอยยิ้มกว้างออกมาในที่สุด ขาเรียวค่อยๆก้าวตรงลึกเข้าไปในตัวร้านแล้วนั่งลงที่โต๊ะตัวประจำที่อยู่มุมลึกที่สุด

 

“พี่จองซูฮะ ผมเอาเหมือนเดิมนะ”

ใบหน้าหวานเจือสีระเรื่อในขณะที่มือเล็กง่วนอยู่กับการคุ้ยข้าวของในกระเป๋าใบโปรด ก่อนที่จะหยิบเอาหนังสือพ็อคเกตบุ๊คเล่มขนาดกลางติดมือออกมาด้วย

 

“วันนี้ไม่มีเรียนหรอเรา”

แก้วเซรามิคสีขาวขนาดไม่ใหญ่มากนักที่บรรจุเอาของเหลวสีขาวขุ่นที่ร้อนจนมีควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาเอาไว้จนเกือบเต็มแก้วถูกวางลงตรงหน้าทงเฮโดยฝีมือของจองซู ก่อนที่เจ้าของร้านคนสวยจะลดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวที่อยู่ตรงข้ามกับทงเฮด้วยท่าทางสบายๆ

 

“มีตอนบ่ายฮะ”

มือเล็กที่คั่นหน้าหนังสือเอาไว้ลดลงวางมันคว่ำลงกับโต๊ะตรงหน้า ทงเฮหยิบแก้วนมตรงหน้าขึ้นมาประคองไว้ด้วยมือทั้งสองข้างครู่หนึ่งเพื่อรับเอาความอุ่นร้อนของเครื่องดื่มภายในแก้วที่ส่งผ่านมายังด้านนอกให้แผ่ซ่านมายังมือบอบบางแล้วค่อยๆยกมันขึ้นจรดริมฝีปาก ปล่อยให้นมสดอุ่นๆรสหวานมันค่อยๆไหลลงลำคอไปอย่างช้าๆ

 

ดวงตาเรียวเฉียบจ้องมองเหม่อออกไปยังนอกร้านผ่านทางกระจกใสๆตรงหน้าร้าน มือเล็กประคองหนังสือเล่มเดิมค้างเอาไว้ในมืออีกครั้งหากแต่ไม่ได้ใส่ใจที่จะชายตาลงไปอ่านมันแม้แต่น้อย ผู้คนมากมายเร่งรีบเดินสวนผ่านกันไปมาบนฟุทบาทหน้าร้าน หากแต่จุดสนใจของทงเฮหยุดอยู่เพียงแค่ที่ร่างโปร่งที่กำลังยืนคุยโทรศัพท์ด้วยท่าทางเครียดๆตรงหน้าร้านนั่น สายตาคมเฉียบจ้องมองไปยังร่างสูงอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายตากลับเข้ามาภายในร้าน แล้วลอบมองข้าวของที่ถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะตัวเล็กที่อยู่ห่างออกไปสี่ห้าตัว ... แก้วกาแฟที่ควันขึ้นเมื่อครู่บนโต๊ะตัวนั้น ในตอนนี้เย็นสนิทลงไปแล้ว

 

 

 

 

 

 

“ตอนนี้เลยหรอวะ”

เสียงทุ้มที่เอ่ยถามอีกฝ่ายที่อยู่ทางปลายสายโทรศัพท์ย้ำถามอีกครั้ง พลางยกนาฬิกาข้อมือสายหนังสีเข้มที่คาดไว้บนข้อมือข้างหนึ่งขึ้นเพื่อดูเวลาอีกครั้ง ... ยังเช้าไปมากสำหรับการไปมหาวิทยาลัยเพื่อเตรียมตัวเข้าเรียน วันนี้คิบอมมีเรียนในคาบที่สองของตาราง ซึ่งก็คือสิบโมงตรง และจากที่ดูเวลาเมื่อครู่ ในตอนนี้เพิ่งจะเจ็ดโมงกว่าๆเท่านั้น

 

..

 

“เออ เดี๋ยวกูไป”

คิบอมลดมือที่กำโทรศัพท์มือถือคู่ใจสีดำขลับเอาไว้นั้นลง ก่อนจะกดวางสายแล้วก้าวเท้ายาวๆถี่ๆเดินกลับเข้าไปในร้านกาแฟที่วางของทิ้งเอาไว้เมื่อครู่

 

กาแฟที่ถูกวางทิ้งไว้จนเย็นเฉียบถูกยกขึ้นจรดริมฝีปากครั้งหนึ่งก่อนที่คิบอมจะวางมันลงกับโต๊ะดังเดิม หนังสือเล่มหนาสองสามเล่มที่คั่นหน้าที่อ่านค้างไว้ถูกรวบเข้าถือไว้ในมือหนา ยังคงรู้สึกเสียดายอยู่นิดๆที่ไม่ได้ใช้เวลาว่างของเช้าวันนี้ไปกับการนั่งอ่านหนังสือเล่มโปรดในร้านกาแฟบรรยากาศสบายๆดังที่ตั้งใจเอาไว้แต่แรก คิบอมหยิบกระเป๋าใบโปรดจากเก้าอี้อีกตัวขึ้นมาสะพายคาดไว้บนบ่า ดวงตาคมลอบมองสำรวจบนโต๊ะอีกครั้งเป็นการสั่งลาก่อนที่จะเดินออกไปจากร้าน

 

 

 

 

 

“อ้าว ไปซะแล้วหรอ”

จองซูที่เพิ่งเดินกลับออกมาหน้าร้านอีกครั้งหลังจากหายไปหลังร้านพักใหญ่ๆเอ่ยถามหนึ่งในลูกค้าประจำที่เปรียบเสมือนน้องชายอย่างทงเฮ ใบหน้าหวานสวยเผยรอยยิ้มเป็นเชิงล้อๆ

 

“พี่จองซู”

 

“ฮ่าๆ พี่ไม่ล้อก็ได้ ว่าแต่ ... มัวแต่เขินอยู่แบบนี้เมื่อไหร่จะสมหวังกันล่ะ ทงเฮ”

ทงเฮนั่งนิ่ง ขาเรียวๆยกขึ้นไขว้กันเป็นท่าไขว่ห้างอย่างสบายๆ พลางนึกคิดไปถึงประโยคเมื่อครู่ของจองซูที่พูดทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนจะนั่งนิ่งๆอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับทงเฮและไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรอีก

 

นั่นสินะ มัวแต่มาแอบมอง ดักรอทุกวันแบบนี้ เมื่อไหร่จะมีอะไรคืบหน้ากันล่ะ ...

 

“พี่จองซู”

 

“หืม”

จองซูที่กำลังนั่งมองเหม่อเรื่อยเปื่อยไปรอบๆตัวหันกลับมาสนใจคนตรงหน้าอีกครั้งหลังจากที่จู่ๆทงเฮก็ทำลายบรรยากาศเงียบสงบอันแสนสุขนั้นขึ้น

 

“ผมตัดสินใจแล้ว ถึงเวลาต้องทำอะไรบางอย่างซะที”

ใบหน้าหวานแปรเปลี่ยนจากอารมณ์ขี้เล่นอยู่เสมอเป็นอาการเคร่งขรึมดูเป็นการเป็นงานที่หาดูได้ยากยิ่ง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

 

“ขอโทษนะครับ”

เสียงทุ้มต่ำนุ่มหูที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยจากทิศทางด้านหลังของทงเฮทำให้คนตัวเล็กที่กำลังอยู่ในภวังค์ของการวางแผน(?)สะดุ้งเฮือกขึ้นแรงๆอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนที่ใบหน้าหวานจะหันตามต้นเสียงนั้นไปมองผู้มาใหม่

 

“มีอะไรรึเปล่าครับ”

ตามประสาเจ้าของร้านที่ดี จองซูจึงลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงแล้วเอ่ยถามผู้มาใหม่ที่คาดว่าคงจะเดินลึกตรงเข้ามาในร้านเพื่อมาหาเขาเป็นแน่แท้

 

“ผมลืมกระดาษไว้แผ่นนึงที่โต๊ะนั้นน่ะครับ คุณพอจะเห็นมั้ย”

คิบอมชี้นิ้วยาวไปยังโต๊ะตรงส่วนหน้าร้านที่เพิ่งจะลุกจากไปได้ไม่นานเท่าไหร่ ก่อนจะส่งสายตาเป็นคำถามมาทางจองซู เจ้าของร้านคนสวยนิ่งไปชั่วครู่แล้วพยักหน้าเบาๆสองครั้งส่งไปแทนคำตอบ

 

“นั่งรอแป๊บนึงนะครับ เดี๋ยวผมไปหยิบมาให้”

เจ้าของร้านเอ่ยบอกคิบอมเสียงใส พลางเหลือบมองทงเฮที่นั่งนิ่งๆอยู่ที่เดิม ไม่ลืมที่จะขยิบตาให้น้องชายคนสนิทครั้งหนึ่งแล้วเดินเข้าไปทางหลังร้าน

 

ร่างสูงโปร่งยืนนิ่งๆอยู่ข้างโต๊ะนั้นซักพักก่อนจะค่อยๆลดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวที่วางอยู่เมื่อเห็นว่าเจ้าของร้านหายไปนาน ดวงตาคมกวาดมองไปรอบๆตัวร้านอย่างสำรวจ คิบอมเป็นลูกค้าประจำของร้านนี้ก็จริง แต่โต๊ะประจำของเค้าก็โต๊ะที่ติดหน้าต่างกระจกของร้านนั่นแหละ บรรยากาศภายในตัวร้านที่ดูอบอุ่นๆแบบนี้จึงดูน่าประทับใจอยู่มากในความรู้สึก กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นบวกกับกลิ่นหอมเนยที่อบอวลอยู่ตรงส่วนในสุดของร้านที่อยู่ติดกับห้องครัวตรงหลังร้าน บรรยากาศอุ่นๆดูจะแตกต่างจากตรงส่วนหน้าร้านที่ออกจะสดใสเสียมากกว่า อย่างสิ้นเชิง

 

ดวงตาคมวกกลับมาตรงหน้าอีกครั้ง โต๊ะตัวเดียวกันที่มีอีกคนนั่งนิ่งๆอยู่ก่อน ใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่อก้มมุดลงจนแทบจะกลืนหายไปกับขอบโต๊ะจนอีกคนมองไม่เห็นใบหน้า มือเล็กๆกำชายเสื้อของตัวเองไว้แน่นแล้วบิดจนยับยุ่ย

 

“มาแล้วครับ พอดีกระดาษอีกตั้งมันวางทับอยู่น่ะ กว่าจะหาเจอ”

จองซูยื่นกระดาษขนาดเอสี่คืนให้คิบอม ก่อนจะลดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม

 

“ขอบคุณนะครับ”

ร่างสูงลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วก้มโค้งตัวลงประกอบคำขอบคุณแล้วก้าวเดินเร็วๆไปทางประตูหน้าร้าน

 

“ได้คุยกับเค้ามั้ย”

จองซูมองตามคิบอมไปจนแน่ใจว่าหนึ่งในลูกค้าประจำได้ก้าวพ้นขอบประตูกระจกตรงหน้าร้านแล้วปิดมันลงไปได้ซักพักแล้วจึงเอ่ยถามทงเฮที่ยังคงนั่งหน้าแดงๆอยู่ฝั่งตรงข้าม

 

“คุยอะไรกันเล่า น่าอายจะตาย”

 

“นี่พี่อุตส่าห์หลบอยู่หลังร้านตั้งนาน ไม่ได้คุยอะไรกันเลยหรอ”

 

“ก็ผมเขินนี่นา”

ทงเฮก้มหน้ามุดพลางส่ายหน้าไปมาแรงๆเพื่อสนับสนุนคำพูด

 

 

**

 

 

โต๊ะม้าหินตัวประจำที่อยู่ตรงหน้าตึกประจำคณะเป็นจุดหมายของคิบอมในตอนนี้ ร่างสูงสาวเท้าเร็วๆจากประตูหน้ามหาวิทยาลัยตรงไปตามทางเดินที่ทอดยาวไปยังตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ ก่อนจะเลี้ยวตรงมุมตึกเพื่อตรงไปหาเพื่อนรักอีกสองคนที่กำลังนั่งสุมหัวเร่งทำรายงานกันอย่างเคร่งเครียดอยู่หน้าคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คเครื่องบางเฉียบ ใบหน้าหล่อจัดของซีวอนในตอนนี้เคร่งขรึมเอาการเอางานจนผิดนิสัย ซึ่งดูตรงกันข้ามกับซองมินที่กำลังยิ้มกว้างอย่างคนอารมณ์ดี

 

“คิบอม ทางนี้”

ซองมินส่งยิ้มกว้างส่งมาให้เพื่อนรักอีกคนที่เพิ่งเดินเลี้ยวเข้ามาตรงมุมตึกพลางโบกมือไปมา

 

“ไหน โทรเรียกแต่เช้า มีอะไรด่วนนักหนาหรอ”

คิบอมเหวี่ยงกระเป๋าที่สะพายพาดบนไหล่ลงไปบนโต๊ะ ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนที่ว่างข้างๆซีวอนเต็มแรง

 

“คือ ... คิบอม”

เสียงใสๆของซองมินเอ่ยเรียกเพื่อนรักอีกครั้ง

 

“มีอะไรหรอ ซองมิน”

 

“งานที่จะให้คิบอมแก้น่ะ ... เราแก้เสร็จแล้วล่ะ”

 

“แล้วจะโทรเรียกกูมาทำไมครับ คุณเพื่อน”

เสียงห้าวเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตาคมของคิบอมจ้องตรงไปยังซีวอนที่เป็นคนโทรจิกยิกๆให้รีบมามหาวิทยาลัยแต่เช้าตรู่

 

“เอาน่ามึง ถือว่ามาสูดอากาศบริสุทธิ์แล้วกัน”

ซีวอนพูดเอ่ยข้อดีให้เพื่อนรักที่กำลังอารมณ์เสียอย่างคิบอมฟัง ก่อนจะส่งยิ้มกว้างด้วยมาดคุณชายตามแบบฉบับไปให้ มือใหญ่ๆตบลงแรงๆที่บ่ากว้างของคิบอมสองสามที

 

“ซองมิน เอาไฟล์ไปปรินท์แล้วไปส่งให้ทีสิ”

คุณชายซีวอนกดคลิกเม้าส์อันเล็กอีกสองสามครั้ง ก่อนจะดึงแฟลชไดรฟ์อันจิ๋วออกมาจากช่องยูเอสบีตรงด้านข้างของโน๊ตบุ๊ค แล้วยัดใส่มือเล็กของคนน่ารักหน้าตาเฉย

 

“อะไรอ่ะ ทำไมต้องเป็นเรา”

ใบหน้าหวานมู่ทู่พลางขมวดคิ้วแน่นอย่างไม่พอใจ

 

“เหอะน่า ไปได้แล้วไป อย่าลืมเอาไปส่งที่ห้องพักอาจารย์ด้วยเลยนะ”

มือหนาผลักไหล่บอบบางให้ออกเดิน จนซองมินต้องจำใจเดินตรงไปยังร้านถ่ายเอกสารตรงคณะอักษรอย่างงงๆ

 

 

**

 

 

โจคยูฮยอนก้าวเท้ายาวๆไปบนทางเท้าที่ทอดยาวตรงย่านการค้าที่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก มือใหญ่กระชับสายสะพายกระเป่าให้เข้าที่ไม่หล่นลงจากไหล่ ก่อนจะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นไปอีก ก่อนที่จะหยุดลงที่หน้าร้านกาแฟบรรยากาศอบอุ่น แล้วผลักเปิดประตูเข้าไปในร้าน

 

“ทำไมมาช้างี้วะ”

เสียงหวานเอ่ยในเชิงบ่นทันทีที่เห็นใบหน้าคมของคยูฮยอนโผล่เข้ามาในตัวร้าน มือเล็กๆเก็บข้าวของที่วางไว้ระเกะระกะบนโต๊ะตัวเล็กลงกระเป๋าอย่างไม่ใส่ใจนักแล้วยกมันขึ้นสะพาย ก่อนจะแทรกตัวเดินผ่านคยูฮยอนออกไปตรงหน้าร้าน

 

“ยืนบื้ออะไรอยู่น่ะ รีบไปสิ”

มือเล็กคว้าเอาข้อมือของคยูฮยอนมาจับไว้แล้วลากให้คนตัวสูงกว่ารีบเดินออกจากร้านไป

 

“แกยังไม่ตอบฉันเลยนะ ทำไมมาช้า”

ปากบางเอ่ยถามไปเรื่อยๆในขณะที่ลากร่างสูงให้เดินตรงไปข้างหน้าไม่ได้หยุด

 

“ไปทำธุระมานิดหน่อย”

คำตอบที่ไม่ชัดเจน หากแต่ทงเฮก็ไม่ติดใจที่จะซักไซ้อะไรอีก คนตัวเล็กเพียงแค่ยกข้อมือบางๆขึ้นดูเวลาจากนาฬิกาข้อมืออีกครั้ง แล้วเร่งฝีเท้าเดินตรงไปยังประตูหน้ามหาวิทยาลัยที่อยู่ตรงหน้า

 

 

 

*พลั่กก*

เสียงกระแทกดังลั่นดังขึ้นหลังจากที่ทงเฮลากคยูฮยอนเดินผ่านซอกตึกแคบๆที่เป็นที่ตั้งของร้านถ่ายเอกสารหนึ่งในสองร้านภายในรั้วมหาวิทยาลัย และในเวลาเที่ยงเกือบบ่ายแบบนี้ ลูกค้าร้านถ่ายเอกสารที่มีอยู่เพียงสองร้านก็ดูจะมากเกินไป จนทำให้สองคนที่กำลังรีบกระแทกผู้คนซ้าย-ขวาไปมา

 

“เฮ้ย”

คยูฮยอนอุทานเสียงดังลั่นหลังจากที่รู้สึกได้ถึงแรงกระแทกตรงไหล่ข้างขวาไม่เบานัก ดวงตาคมเหลือบมองคู่กรณีเพียงชั่วครู่ ก่อนที่แรงฉุดกระฉากของทงเฮตรงข้อมือจะดึงรั้งให้ต้องเดินตามไปอย่างเสียไม่ได้

 

“นายน่ะ หยุดนะ”

เสียงตะโกนยังคงดังขึ้นไม่ได้หยุดพร้อมกับนิ้วเรียวที่ยกขึ้นชี้มาทางที่คยูฮยอนและทงเฮเดินจากไป ร่างบอบบางที่ถูกชนกระแทกเมื่อครู่ค่อยๆประคองตัวเองให้ลุกขึ้นจากท่าล้มก้นกระแทกให้ลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงอีกครั้ง ท่ามกลางสายตานับสิบครู่ที่จ้องมองมา อีซองมินรีบเดินกึ่งวิ่งออกไปจากบริเวณนั้นให้เร็วที่สุด

 

 

 

 

...TBC…