GAZE

[SF] GAZE

posted on 16 Feb 2009 03:38 by borimaxii  in GAZE

GAZE

Kibum x Donghae

By borin

 

 

 

 

 

 

 

The First Time WE Meet*

 

 

 

 

 

 

 

เสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มบ่งบอกเวลาการใช้งานที่ยาวนานกว่าสิบปีค่อยๆเบาแผ่วลงจนเงียบเสียงลงไปในที่สุด ฝุ่นดินสีมัวที่ยังคงลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศเป็นผลจากการเคลื่อนที่จากไปอย่างฉับพลันของตู้ขบวนรถไฟเก่าคลาคล่ำที่อีทงเฮเพิ่งก้าวลงจากมันมา เงียบ ในตอนนี้รอบๆตัวมีแต่ความเงียบ จนแทบจะได้ยินเสียงสายลมอ่อนๆที่พัดผ่านไปมากระทบยอดไม้จนพลิ้วไหว กระเป๋าเดินทางใบขนาดกลางแบรนด์ดังวางอยู่บนพื้นซีเมนต์ข้างๆตัว คราบฝุ่นมอๆเกือบจะเป็นสีอิฐที่เปรอะบนพื้นทางเดินนั้นดูไม่เข้ากับรองเท้าบู๊ตหนังคู่หรูที่เจ้าตัวเลือกมาใช้ใส่ในการเดินทางครั้งนี้เสียเท่าไหร่นัก  

 

 

แว่นตาสีชาอันโตที่ถูกสวมปกปิดดวงตาคู่สวยไว้นั้น ถูกตัดสินใจถอดออกไปเรียบร้อยแล้วหลังจากที่มือเรียวจับประคองขาแว่นดีไซน์เก๋แล้วลดระดังมันลงส่องสายตามองผ่านขอบแว่นนั้นครู่หนึ่ง ก่อนที่เจ้าตัวจะหย่อนมันลงไปในกระเป๋าสะพายอีกใบทียังคงสะพายค้างไว้บนไหล่ลาดอย่างไม่ใส่ใจนัก เปลือกตาบางกระพริบถี่ๆสองสามครั้งเพื่อปรับทรรศนะการมองเห็นให้กลับสู่ปกติ ก่อนที่จะทอดสายตามองไปรอบๆตัวอีกครั้ง

 

 

แสงแดดจ้าของยามบ่ายทอดลงมากระทบใบไม้สีอ่อนๆที่ปกคลุมแทบจะทุกตารางนิ้วของพื้นที่ฝั่งตรงข้ามของรางรถไฟ สายลมอ่อนๆของหน้าหนาวเช่นในตอนนี้ทำให้ร่างบอบบางสั่นสะท้าน เสื้อแขนยาวสีเข้มที่สวมทับเสื้อยืดตัวโปรด รวมไปถึงเจ้าผ้าพันคอสีน้ำตาลอ่อนนั่นดูเหมือนว่าจะแทบไม่ได้ช่วยคลายความหนาวได้เลย ขาเรียวภายใต้กางเกงพอดีตัวแทบจะสั่นไปมาอย่างเห็นได้ชัด

 

 

รอบๆตัวมีแต่ทุ่งหญ้าแบบนี้ ... แล้วทงเฮจะหาโรงแรมได้ที่ไหนกันนะ

 

 

 

 

 

 

 

 

ฝุ่นที่คลุ้งขึ้นในทุกๆครั้งที่รองเท้าบู๊ตส่งแรงกระทบลงไปบนพื้นดินทำเอาคุณหนูอย่างทงเฮรู้สึกรำคาญจนเกือบๆจะหงุดหงิดอยู่รอมร่อ กระเป๋าเดินทางใบโปรดถูกดึงลากไปตามพื้นดินที่ขรุขระนั้นอย่างทุลักทุเล อากาศที่ทั้งหนาวเหน็บและแห้งสนิท เมื่อมาเจอกับฝุ่นคลุ้งที่เป็นแบบฉบับของชนบทอย่างแท้จริงแล้ว ทำเอาทงเฮนึกอยากที่จะบึ่งตรงกลับไปยังโซลเสียเดี๋ยวนี้ ถ้าหากว่าทำได้แล้วล่ะก็นะ ...

 

 

ตัวอาคารทรงค่อนข้างโบราณที่ตั้งเรียงรายอยู่ตรงหน้าทำให้คนตัวเล็กรู้สึกใจชื้น หลังจากที่เดินเลียบริมรางรถไฟมาอย่างไร้จุดหมายได้พักใหญ่ๆ ตึกแถวรูปทรงแปลกตาที่ดูเก่าปนขลังนับสิบคูหาที่ติดป้ายชื่อบ่งบอกว่าเป็นร้านค้านั้นเงียบเชียบเสียจนคนแปลกถิ่นอย่างทงเฮอดที่จะสงสัยไม่ได้ ดวงตาคู่สวยไล่เพ่งอ่านข้อความบนหน้าต่างร้านทีละร้านก่อนจะตัดสินใจเดินตรงไปยังร้านที่อยู่ใกล้ที่สุด

 

 

ประตูไม้บานโตถูกผลักปิดลงหลังจากที่ร่างบอบบางได้แทรกตัวผ่านช่องประตูนั้นเข้ามาภายในตัวร้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ความอบอุ่นที่สัมผัสได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ก้าวเข้ามาถูกส่งมาพร้อมกลิ่นเฉพาะตัวของหนังสือเก่าๆ ชั้นวางหนังสือที่ตั้งเรียงรายอัดแน่นร้านนั้นทำให้ทงเฮสามารถเดาได้อย่างไม่ยากถึงกิจการของร้าน หากแต่กลิ่นกาแฟหอมละมุนที่สอดแทรกมาด้วยนั้นทำให้คิ้วเรียวเผลอขมวดเข้าหากันด้วยความแปลกใจอยู่กลายๆ ขาเรียวค่อยๆก้าวย่างอย่างช้าๆลึกเข้าไปในตัวร้าน หนังสือนานาชนิดที่ถูกจัดวางไว้บนชั้นอย่างไม่เป็นระเบียบมากนักมีทั้งหนังสือเล่มหนาที่เก่าคร่ำคร่าจนกระดาษเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ จนไปถึงหนังสือชื่อดังที่เพิ่งจะกวาดรางวัลจากการประกวดปีล่าสุด

 

 

ทงเฮไม่ใช่คนชอบอ่านหนังสือ ออกจะเกลียดมันเสียด้วยซ้ำ และถ้าหากว่าผู้เป็นพ่อไม่ได้หลงใหลคลั่งไคล้มันมากเสียจนภายในบ้านต้องมีห้องหนังสือขนาดย่อมๆเพื่อเก็บรักษามันไว้ล่ะก็ ทงเฮก็คงจะไม่มีวันได้รู้สึกคุ้นกับเจ้าชื่อหนังสือพวกนี้เป็นแน่แท้ ... ยิ่งกับหนังสือภาษาอังกฤษแบบนี้แล้วด้วย ที่แม้แต่หางตาทงเฮก็คงไม่คิดที่จะเปรยตามอง

 

 

ทงเฮเดินผ่านช่องว่างแคบๆระหว่างชั้นหนังสือสองชั้นลึกเข้าไปในตัวร้าน จนถึงส่วนในสุด ที่มีโต๊ะไม้ขนาดกลางตั้งไว้คู่กับเก้าอี้อีกสองตัว ไร้ร่องรอยของเจ้าของร้านที่ร่างบางคาดว่าจะได้เห็น และความเงียบกริบของร้านก็ทำให้ทงเฮชักจะไม่แน่ใจว่าการก้าวเข้ามาในร้านหนังสือแห่งนี้เป็นสิ่งที่สมควรทำหรือไม่

 

 

“คุณหนาวรึเปล่าครับ”

เสียงทุ้มที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยพร้อมกับการปรากฏตัวขึ้นของร่างสูงพร้อมถ้วยกาแฟสองถ้วยในมือนั้นทำเอาทงเฮที่กำลังก้าวเท้าเตรียมที่จะก้าวเดินกลับไปยังหน้าร้านนั้นสะดุ้งเฮือกเต็มแรง รองเท้าบู๊ตคู่สวยหงุดชะงักนิ่งในท่าเตรียมก้าวเดิน

 

 

ชายร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงซุ้มประตูทางเชื่อมไปยังส่วนหลังของตัวร้านซึ่งน่าจะเป็นส่วนพักอาศัยของเจ้าของร้านนี่เองประคองถ้วยกาแฟที่ร้อนจนควันขึ้นสองใบเอาไว้ในมือทั้งสอง ใบหน้าคมดูเรียบเฉยในขณะที่เอ่ยถามผู้มาใหม่โดยไม่ได้แปลกใจอะไรนัก ดวงตาเรียวแต่คมจ้องมองไปยังคนแปลกหน้าจนทงเฮเริ่มรู้สึกถึงความร้อนบนใบหน้าที่เพิ่มดีกรีมากขึ้นในทุกขณะ เพียงแค่ถูกดวงตาสีเข้มคู่นั้นจ้องมอง ใบหน้าหล่อคมบวกกับสายตาคมกริบที่จ้องมองทำเอาทุกสิ่งทุกอย่างหยุดนิ่ง

 

 

“คุณครับ ...”

เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถามซ้ำอีกครั้ง หลังจากที่ปล่อยให้บรรยากาศรอบๆตัวมีเพียงแค่ความเงียบ

 

 

“เอ๋...”

 

 

“ผมเห็นท่าทางของคุณน่ะ เลยเดาว่าคุณกำลังหนาว”

“นั่งก่อนสิครับ”

ร่างสูงเอ่ยชี้แจงก่อนจะผายมือไปยังเก้าอี้ไม้ตัวขนาดกลางที่ตั้งอยู่รอบโต๊ะตรงกลางห้อง

 

 

“ผมชื่อคิบอม คิมคิบอม แล้วคุณล่ะ”

ร่างสูงที่เพิ่งเดินไปถึงตรงแผงควบคุมเครื่องทำความร้อนขยับปรับอุณหภูมิให้อุ่นมากขึ้นแล้วหันกลับมาถามร่างบางที่กำลังหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้

 

 

“ทงเฮ เราชื่อทงเฮ”

ดวงตาเรียวใสมองไปยังเจ้าของร้านรูปหล่อก่อนจะเริ่มมองสำรวจบรรยากาศรอบๆตัวไปเรื่อยเปื่อย

 

 

ถ้วยกระเบื้องสีขาวเรียบๆไม่มีลายวางเคียงคู่กันอยู่ตรงกลางโต๊ะตัวกลม ไอควันสีเทาที่พวงพุ่งขึ้นมาไม่ขาดสายนั้นบ่งบอกถึงอุณหภูมิของมันที่คงจะยังร้อนจัด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไอร้อนที่แผ่มาจนถึงใบหน้าหรือว่าเป็นเพราะสายตาคมที่จ้องมองมานั้นกันแน่ที่ทำให้ใบหน้าของทงเฮยังคงรู้สึกร้อนผ่าวไม่จางหายไป ...

 

 

“ดื่มสิ จะได้รู้สึกดีขึ้น”

“... ผมชงมาเผื่อ ไม่ต้องเกรงใจหรอก”

คิบอมเอ่ยชวนพลางเลื่อนถ้วยกาแฟมาตรงหน้าทงเฮ ก่อนจะเอ่ยเสริมขึ้นเมื่อเห็นท่าทีลังเลของคนตัวเล็ก

 

 

รอยยิ้มกว้างอย่างจริงใจที่ถูกส่งมาให้พร้อมคำชวนนั้นทำให้ทงเฮขยับตัวไม่ได้ แรงดึงดูดบางอย่างที่ถูกส่งผ่านมาพร้อมสายตาคมนั้นตรึงร่างทั้งร่างให้หยุดนิ่ง ...

 

 

“ขอบคุณนะ”

มือเล็กที่เกาะกุมกันไว้ทั้งสองข้างค่อยๆคลายออกจากกัน ก่อนที่ทงเฮจะยื่นมันออกไปประคองแก้วใบขนาดกลางตรงหน้านั้นขึ้นมาแล้วยกจรดริมฝีปากครั้งหนึ่ง กาแฟรสละมุนที่ยังร้อนจัดค่อยๆเคลื่อนลงผ่านลำคอไป ความอบอุ่นที่มันแผ่ซ่านตั้งแต่ภายในโพรงปากจนลงไปถึงกระเพาะอย่างที่สามารถรู้สึกได้ทำให้อบอุ่นอย่างประหลาด รสขมเข้มที่ผสานกับความหอมมันของนมได้อย่างลงตัวพอดีทำให้มุมปากสองข้างของทงเฮค่อยๆคลี่ออกเป็นรอยยิ้มจางๆ

 

 

“คุณใช้กาแฟยี่ห้ออะไรหรอ หอมจัง”

ทงเฮลดมือที่ประคองแก้วไว้นั้นลงจากระดับริมฝีปากแล้วประคองมันเอาไว้ในอุ้งมือเพื่อรับความอุ่น พลางเอ่ยถาม

 

 

“ไม่มียี่ห้อหรอก เป็นกาแฟที่ชาวบ้านคั่วเองน่ะ”

สิ้นคำตอบนั้นก็ไม่มีคำสนทนาใดใดอีก ทงเฮเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจอย่างกลายๆ ก่อนจะเสสายตาไปมองรอบๆตัวอีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

 

“เอ่อ คือว่า ...”

“คุณมาที่นี่ ...”

สองเสียงเอ่ยถามอย่างพร้อมเพรียงโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ทงเฮที่เพิ่งจะเบนสายตากลับมาสบตาคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันอีกครั้งนั้นหลุดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น และราวกับว่าความเงียบชวนอึดอัดนั้นได้ถูกทำลายลงตั้งแต่เสียงหัวเราะสดใสของทงเฮดังขึ้น บทสนทนาต่างๆถูกเอ่ยถามเพื่อผูกมิตร จนกำแพงสูงที่ขวางกั้นระหว่างกันได้ถูกทำลายลงไป

 

 

 

 

 

...

 

 

 

 

 

“แล้วนี่ทงเฮจะพักที่ไหนหรอครับ”

นั่งคุยกันไปเรื่อยเปื่อยตามประสาได้สักพัก ก่อนที่คิบอมจะนึกขึ้นได้แล้วเอ่ยถามขึ้นเมื่อพบว่าท้องฟ้าภายนอกเริ่มเปลี่ยนสีจนเกือบจะมืดครึ้ม

 

 

“อ่า แย่แล้ว เรากะจะเดินหาที่พักซักหน่อย”

ดวงตาใสที่รีเรียวเพราะอาการยิ้มในตอนนี้เบิกโตขึ้นเกือบเท่าตัวอย่างตกใจ ทงเฮรีบร้อนผุดลุกขึ้นแล้วรวบเอาข้าวของไว้ในมือเล็ก

 

 

“แล้วเจอกันนะ คิบอม”

 

 

 

 

 

**

 

 

 

 

 

อากาศภายนอกร้านหนาวลงกว่าเมื่อช่วงกลางวันที่ทงเฮเพิ่งมาถึง สายลมอ่อนๆนั้นได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นลมแรงๆที่พัดเอาความหนาวเหน็บมากระทบผิวกายไม่ได้หยุด ผ้าพันคอผืนโปรดถูกจับกระชับให้แน่นเข้าไปอีก แขนเรียวทั้งสองข้างกอดอกไขว้กันไว้เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับตัวเอง ขาเรียวค่อยๆก้าวเดินตรงไปข้างหน้าในขณะที่ดวงตาทั้งสองมองสอดส่ายหาห้องพักไปตามตัวอาคาร

 

 

ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว และทงเฮก็ยังคงเดินหาที่พักต่อไป ใบหน้าขาวเริ่มซีดด้วยอากาศที่หนาวเหน็บและแห้งสนิท ริมฝีปากบางสั่นระริกเบาๆจนบางครั้งทำให้ซี่ฟันต้องกระทบกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ความหนาวเหน็บพัดผ่านมากระทบผิวกายไม่ได้หยุด แม้กระทั่งเสื้อตัวหนาสองชั้นนั้นก็ยังไม่อาจต้านอะไรได้เลย

 

 

“ห้องเต็มหมดแล้ว”

“ห้องไม่เหลือเลยจริงๆครับ”

“ขอโทษนะ”

ทุกๆที่ที่ทงเฮแวะเข้าไปถามก็จะมีคำตอบที่คล้ายคลึงกัน ด้วยความที่เป็นเพียงเมืองเล็กๆในชนบทซึ่งไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังหรือมีอะไรดึงดูดนักท่องเที่ยว การที่จะไม่มีห้องพักแบบนี้ก็คงจะไม่แปลกอะไรนัก ใบหน้าหวานเรียบเฉยหากแต่ดูอิดโรยมากกว่าที่จะสดใสเช่นในยามปกติ ทงเฮเดินวนจนทั่วทั้งหมู่บ้านแล้ว และท้องฟ้าก็มืดสนิทลงแล้วในขณะนี้

 

 

ทำไมคุณหนูทงเฮต้องมาหาเรื่องใส่ตัวแบบนี้ด้วยนะ ...

 

 

ส้นรองเท้าบู๊ตคู่งามถูกกระแทกลงกับพื้นอย่างหงุดหงิด ฝุ่นสีอิฐกระจายตัวฟุ้งขึ้นตามแรงนั้น หากแต่ทงเฮไม่ได้สนใจมันอีกแล้ว ร่างบอบบางหย่อนตัวลงนั่งบนขั้นบันไดตรงหน้าตัวอาคารตึกแถวอย่างอ่อนแรง นาฬิกาข้อมือเรือนหรูบ่งบอกเวลาที่ล่วงเลยมาจนดึก ความมืดเข้าปกคลุมทุกๆสิ่งรอบกาย มีเพียงแค่แสงไฟตรงหน้าตัวอาคารเท่านั้นที่พอจะเป็นแหล่งให้แสงสว่างในคืนเดือนมืดเช่นนี้ ร้านค้ามากมายปิดตัวลงไปแล้ว ประตูที่ปิดสนิทและดวงไฟภายในร้านที่ดับมืดลงทำให้ทงเฮรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก

 

 

ดวงตาคู่สวยฉายแววหมองลงในขณะที่มองเหม่อไปยังกระเป๋าเดินทางใบโปรดที่วางอยู่ข้างตัว มือเล็กทั้งสองข้างสอดซุกไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุมตัวนอกเพื่อให้ความอบอุ่น หากแต่ทงเฮก็ยังคงหนาวจนปากสั่น

 

 

แสงไฟที่สะท้อนเงาอัญมณีสีเข้มนั้นดึงดูดความสนใจของทงเฮไปจนหมดสิ้น ใบหน้าหวานหันตามทิศนั้นไป ก่อนที่สายตาจะหยุดลงที่ดวงตาคู่คมเข้มที่กำลังส่องประกายสะท้อนแสงไฟ ราวกับเป็นแสงสว่างที่ผุดขึ้นท่ามกลางความมืดมิด รอยยิ้มกว้างคลี่ออกที่มุมปากทั้งสองข้าง พร้อมๆกับที่ทงเฮลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง

 

 

“คิบอม!!

 

 

“เข้ามาก่อนสิ ไม่หนาวรึไง”

คนตัวสูงก้าวเร็วๆเข้าไปประชิดอีกคน ก่อนจะลากกระเป๋าเดินทางเจ้าปัญหาเดินนำเข้าไปภายในตัวอาคาร

 

 

ผ้าห่มผืนหนาถูกนำมาคลุมร่างของทงเฮที่ในตอนนี้กำลังนั่งสั่นอยู่บนโซฟาสีเข้มภายในส่วนนั่งเล่นบนชั้นสองของร้านหนังสือ คิบอมหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกตัวที่อยู่ตรงข้ามกับโซฟาตัวกว้างนั้น พลางจ้องมองคนตัวเล็กนั้นด้วยใบหน้าติดจะกังวล

 

 

“มองอะไรน่ะ”

ทั้งๆที่ยังคงหนาวค้างจากการที่ต้องไปเดินสัมผัสอากาศหนาวจัดข้างนอกมานาน หากแต่ทงเฮก็ยังไม่วายหันมาเอ่ยถามคนที่เอาแต่นั่งจ้องไม่คิดจะทำอย่างอื่นด้วยเสียงติดจะหงุดหงิด

 

 

“ปลานีโม่อยากออกมาผจญโลกกว้าง”

สิ้นประโยคนั้น ก็มีเพียงเสียงหัวเราะของเจ้าของร้านตามมา ใบหน้าเคร่งขรึมติดกังวลเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้าง ... รอยยิ้มเช่นเดียวกับที่ดึงดูดทงเฮเอาไว้เมื่อตอนกลางวันมี่ผิดเพี้ยน ทงเฮส่งสายตาดุๆกลับไปให้อีกคนที่เอาแต่หัวเราะไม่หยุด

 

 

“ไม่มีที่ไป ทำไมไม่มาหาผมล่ะ”

“พักที่นี่ไปก่อนแล้วกันนะ”

เสียงทุ้มที่เอ่ยถามทำให้ทงเฮรู้สึกได้ถึงความห่วงใยที่ถูกส่งผ่านมากับน้ำเสียงนั้น ใบหน้าหวานพยักขึ้นลงสองสามเป็นแทนคำตกลง ก่อนที่ทงเฮจะเริ่มมองสำรวจไปรอบๆที่พักในวันนี้

 

 

 

 

 

 

 

“คิบอม ... ไม่มีน้ำอุ่นให้อาบหรอ”

“ทำไมเตียงมันแคบอย่างนี้ล่ะ”

“ปรับเครื่องทำความร้อนให้หน่อยสิ อ่า เย็นกว่านั้นนิดนึง ร้อนอีกหน่อย ...”

 

 

 

 

 

**

 

 

 

 

 

 

รถไฟซึ่งเป็นวิธีการเดินทางเพียงวิธีเดียวที่สามารถเข้าถึงหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลเช่นนี้ได้ค่อยๆเคลื่อนตัวผ่านออกไปอีกครา คิบอมที่นั่งเหม่อมองการเคลื่อนไหวที่นานๆจะมีผ่านมาให้ได้เพ่งมองสักครั้งนั้นผ่านทางหน้าต่างร้าน รถไฟขบวนนั้นจากไปแล้ว และในตอนนี้ก็เหลือไว้เพียงแค่ฝุ่นควันที่ฟุ้งขึ้นก่อนจะค่อยๆจางหายไป ร่างเล็กค่อยๆปรากฏตัวขึ้นหลังจากที่ฝุ่นควันนั้นจางลงไป ท่าทางที่ติดจะคุณหนูนั่นทำเอาคิบอมเผลอขมวดคิ้ว แว่นตาสีชาถูกถอดออก เผยดวงตาคู่สวยที่ดึงดูดสายตาของร่างสูงได้ในทันที แม้อยู่ในระยะไกล เจ้าของร้านหนังสือค่อยๆลุกออกจากเก้าอี้ตัวที่นั่งอยู่แล้วเดินลึกเข้าไปในตัวร้าน ... เพื่อชงกาแฟ

 

 

 

 

 

 

 

...TBC…