GAZE

[SF] GAZE III

posted on 16 Feb 2009 03:40 by borimaxii  in GAZE

Gaze

Kibum x Donghae

By borin

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

The Beginning of US*

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านซึมผ่านมาจากอ้อมกอดที่อบอุ่นของร่างสูงนั้นทำให้น้ำตาที่กำลังไหลรินของทงเฮค่อยๆแห้งเหือดลงอย่างช้าๆ ก่อนที่จะเหลือเอาไว้เพียงแค่คราบน้ำตาบนแก้มใส และดวงตาที่บวมฉ่ำเท่านั้นเป็นหลักฐานของความโศกเศร้าภายในใจ ใบหน้าหวานยังคงซุกลงเข้ากับอกกว้างของคิบอมที่ยืนนิ่งๆโอบรั้งเอวเล็กไว้ให้แนบชิด ทงเฮที่โอบวาดเรียวแขนเอาไว้รอบเอวหนากำชายเสื้อเชิร์ตสีเข้มของคิบอมทางด้านหลังเอาไว้แน่น นิ้วเรียวจิกเข้าหากันเพื่ออดกลั้นอารมณ์

 

 

“ทงเฮยังหนาวอยู่รึเปล่า”

เสียงทุ้มที่เอ่ยชิดริมข้างๆหูนั้นเอ่ยบอก พร้อมกับที่ลมหายใจอุ่นๆเป่ารดใบหูขาวจัดไปด้วย

 

 

“อืม หนาว”

ทงเฮไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากแผงอกที่แสนอบอุ่นนั้นแม้เพียงสักครั้ง คนตัวเล็กพยักหน้าขึ้นลงทั้งๆที่ยังคงแนบใบหน้าลงแนบชิดกับร่างกายที่อบอุ่นของคิบอม

 

 

 

 

 

 

 

 

ทงเฮไม่ได้หนาว ทงเฮไม่เคยหนาวเมื่อยามที่อยู่ใกล้คิบอม

แต่กระนั้น ทงเฮก็ไม่อยากให้อ้อมกอดนี้คลายออกเลย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันเวลาดำเนินผ่านไปอย่างช้าๆ หากแต่ในบางครั้ง มันกลับเดินเร็วเกินกว่าที่คนเราคาดคิดเอาไว้เสียอีก

 

 

 

 

 

 

 

ไม่ทันที่คิบอมจะรู้ตัว รอบๆตัวก็ดูผิดแปลกไปจากเมื่อก่อน แก้วน้ำสองใบที่วางคว่ำไว้คู่กัน ช้อนส้อมสองคู่ แปรงสีฟัน ผ้าเช็ดตัว หรือรวมไปถึงรองเท้าแตะที่วางเอาไว้ตรงหน้าห้องน้ำก็เพิ่มจำนวนขึ้นจากที่เคยอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลายเป็นจำนวนสองที่อยู่เคียงคู่กันไปเสียแล้ว

 

 

“คิบอม คิบอม”

เสียงหวานของทงเฮเอ่ยเบาๆเป็นการเรียกร่างสูงที่เดินหายเข้าไปหลังประตูไม้ที่กั้นระหว่างห้องนอนและห้องน้ำเล็กๆที่อยู่ภายในเอาไว้

 

 

“ว่าไงครับ”

คิบอมเอียงตัวโผล่ศีรษะออกมาพ้นขอบประตูเพียงพอให้ทงเฮได้เห็นแปรงสีฟันที่ถือคาอยู่ บวกกับฟองสีขาวที่เปรอะอยู่ทั่วทั้งโพรงปาก ซึ่งบ่งบอกได้ดีถึงกิจกรรมที่กำลังทำติดพันอยู่ โดยไม่ต้องเอ่ยปากพูดอะไรอีก

 

 

“อ้าว แปรงฟันอยู่หรอ”

“เราแปรงด้วยคนสิ”

ร่างเล็กในชุดนอนเนื้อนิ่ม เสื้อยืด กางเกงขายาวก้าวข้ามขอบประตูเข้ามายืนเคียงข้างคนตัวโตที่ยืนจับจองพื้นที่อยู่ก่อนแล้ว

 

 

คิบอมที่ยืนอยู่ตรงหน้ากระจกเหนืออ่างล้างหน้าขยับตัวเปลี่ยนตำแหน่งยืนให้อีกคนพอได้มีที่ยืนตรงอ่างล้างหน้าบ้าง ก่อนจะคาบแปรงสีฟันที่ถืออยู่ในมือเมื่อครู่คาไว้ระหว่างร่องฟัน แล้วเอื้อมหยิบแปรงสีฟันสีหวานอีกอันที่วางอยู่ในแก้วตรงหน้าส่งให้เจ้าของมันไป

 

 

“ทงเฮ”

“วันนี้ผมจะปิดร้านซักวันนะ”

คิบอมที่เพิ่งบ้วนปากเสร็จเอ่ยกับคนตัวเล็กข้างๆพลางส่องกระจกตรงหน้าไปมา

 

 

“เอ๋ จะไปไหนหรอ”

 

 

“ออกไปข้างนอกกัน”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในตอนนี้ยังเช้าอยู่มากนัก แสงแดดที่ส่องลงมาให้ความอบอุ่นจึงยังไม่ถึงกับจ้าจนทำให้แสบตา ร้านรวงสองข้างทางกำลังเริ่มเปิดให้บริการ ความวุ่นวายของเจ้าของร้านในช่วงสายแบบนี้คงทำให้หัวหมุนได้เลยทีเดียว ทงเฮรู้ดี หลังจากที่ได้มาช่วยงานอยู่ในร้านหนังสือของคิบอม ร้านหนังสือเล็กๆแต่ยุ่งน่าดูทีเดียวล่ะ ในช่วงสายๆของวัน

 

 

รองเท้าบู๊ตคู่ใจที่ให้ตายยังไงทงเฮก็ยังเลือกที่จะใส่มันอยู่เสมอๆอยู่ดีทั้งที่ไม่เหมาะเอาเสียเลยกับการใส่รองเท้าสุดหรูมาเดินบนพื้นดินลูกรังแบบนี้ เจ้ารองเท้าราคาแพงเตะฝุ่นให้คลุ้งขึ้นไปตามจังหวะการก้าวเดินของเจ้าของเรียวขาสวย ลมเย็นๆที่พัดผ่านมาทำให้ทงเฮรู้สึกคิดผิดเหลือเกินที่ใส่เสื้อมาเพียงสองชั้นแบบนี้ มือเล็กขยับกระชับเจ้าผ้าพันคอผืนสวยให้โอบล้อมรอบลำคอระหงปิดบังผิวกายขาวละเอียดไม่ให้สายลมเย็นยะเยือกได้เข้าไปสัมผัสทำร้ายมัน

 

 

“วันนี้ลมแรงจัง”

“หนาวรึเปล่า ทงเฮ”

คิบอมเอ่ยถามเมื่อเห็นท่าทางการจัดเสื้อผ้าของทงเฮ บวกกับที่เส้นผมเส้นเล็กๆของทงเฮนั้นปลิวพริ้วไหวไปตามแรงลม

 

 

“นิดหน่อยน่ะ เสื้อตัวนอกของเรามันบางเกินไป”

 

 

“งั้นเอาอย่างนี้”

คิบอมเอ่ยบอกพลางเกาะกุมมือเล็กๆของทงเฮเอาไว้ในอุ้งมืออบอุ่น แล้วรั้งแขนเรียวให้ร่างทั้งร่างเข้ามาอยู่ภายในวงแขนแกร่งของตัวเอง

 

 

“อุ่นขึ้นมั้ย”

 

 

“อืม”

คนตัวเล็กพยักหน้าขึ้นลงเบาๆสองสามครั้ง ทั้งที่ยังถูกล็อคเอาไว้ในวงแขนของคนตัวสูงข้างๆแน่น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มือของคนสองคนยังคงเกาะกุมกันเอาไว้ไม่ได้คลายออกจากกัน ในขณะที่กำลังก้าวข้ามธรณีประตูตรงหน้าร้านกาแฟตรงใจกลางหมู่บ้านเข้าไปจับจองโต๊ะกลมตัวเล็กที่เหลือว่างอยู่เพียงไม่กี่ตัว

 

 

ทงเฮมาอยู่ที่นี่นานกว่าเดือนแล้วก็จริง หากแต่ยังนับครั้งได้ที่ได้มีโอกาสเข้ามาในกลางหมู่บ้านแบบนี้ ดวงตาเรียวใสๆส่องประกายแวววับเมื่อยามที่มองนู่นมองนี่รอบๆตัวอย่างสนใจ ผู้คนที่เดินสวนกันผ่านไปมาทำให้ทงเฮสนใจได้เสมอ คุณหนูทงเฮคิดไม่ถึงด้วยซ้ำว่าเมืองเล็กๆที่ดูราวกับเมืองร้างแห่งนี้กลับมีประชากรมากถึงหลายร้อยหลังคาเรือน

 

 

“แถวนี้คนเยอะจังเนอะ คิบอม”

ทงเฮที่กำลังประคองแก้วกาแฟใบเล็กๆเอาไว้ในมือเพื่อรับไออุ่นจากของเหลวสีเข้มภายในนั้นเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสดใส ทั้งๆที่ยังไม่ได้ละสายตาไปจากเด็กเล็กๆกลุ่มใหญ่ที่วิ่งเล่นไล่กันไปมาส่งเสียงดังเจื้อยแจ้วอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล

 

 

“แปลกใจล่ะสิ”

คิบอมเพียงแค่คลี่ยิ้มบางๆให้กับความน่ารักของคุณหนูชาวกรุงที่นั่งอยู่ร่วมโต๊ะเดียวกันเพียงเท่านั้นในขณะที่เอ่ยตอบไป

 

 

“มากเลยล่ะ”

“ตอนแรกที่มาถึงเรานึกว่าหลงมาอยู่ในเมืองร้างเสียอีก”

 

 

“ร้านผมอยู่ท้ายหมู่บ้าน แล้วก็น่าแปลก ที่สถานีรถไฟดันตั้งอยู่ตรงนั้น แทนที่จะเป็นหน้าหมู่บ้าน”

คิบอมยังคงเริ่มต้นเล่าเรื่องราวต่อไป ในขณะที่ทงเฮค่อยวางถ้วยกาแฟในมือลงแล้วตั้งศอกท้าวคางเอียงคอตั้งอกตั้งใจฟังราวกับเป็นเด็กๆสนใจฟังนิทานอีสปสอนใจ

 

 

“ที่นี่ลมแรงตลอดปี”

 

 

“กับคนขี้หนาวอย่างทงเฮแล้ว คงจะแย่มากๆเลยนะ”

 

 

“ทงเฮชอบที่นี่มั้ยครับ”

คิบอมยกกาแฟรสเข้มที่เริ่มเย็นลงไปบ้างแล้วขึ้นจิบเป็นระยะสลับกับการเอ่ยพูด ก่อนที่จะวางแก้วในมือลง แล้วจ้องมองตรงเข้าไปในดวงตาใสใสของคนที่นั่งท้าวคางอยู่ตรงหน้า

 

 

“ชอบสิ”

“ถึงมันจะถูกตัดขาดจากเทคโนโลยีทั้งหมดเลยก็เถอะ”

ใบหน้าหวานงองุ้มลงเล็กน้อยเมื่อคิดถึงความจริงข้อนั้น หากแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ไม่ใช่หรอ ว่าการมาอยู่ที่นี่บางครั้งแล้ว มันก็ทำให้ทงเฮเผลอลืมเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปสนิทเลยด้วยซ้ำ

 

 

“ถ้าอย่างนั้น

คิบอมเอ่ยค้างไว้เพียงเท่านั้น ในความสงสัยของทงเฮ คิบอมเพียงแค่จ้องมองลึกลงไปในดวงตาของทงเฮ เนิ่นนาน ลึกซึ้ง จนผิวหน้าขาวๆของคนตัวเล็กเริ่มขึ้นสีระเรื่ออย่างควบคุมไม่ได้ มือหนาค่อยๆเลื่อนไปเกาะกุมมือบางๆข้างหนึ่งที่วางค้างอยู่บนโต๊ะแล้วจับกระชับมันเอาไว้แน่น

 

 

อยู่ด้วยกันที่นี่เถอะนะครับ”

“ผมรักคุณ”

คำพูดเพียงแผ่วเบาราวกับเสียงของสายลมที่ถูกเอื้อนเอ่ยออกมานั้น ดังกังวานสะท้อนไปมาภายในโสตประสาทของทงเฮอย่างไม่น่าเชื่อ ดวงตาคมคู่นั้นที่ส่งแรงดึงดูดมาทำให้ไม่อาจเบนสายตาหนีออกไปดังที่ใจอยากได้

 

 

เพียงเสี้ยววินาที หากแต่ดูเหมือนว่ามันยาวนานชั่วกัปชั่วกัลป์ ก่อนที่ใบหน้าหวานๆของทงเฮจะค่อยๆขยับขึ้นลงพยักหน้าเบาๆแทนคำตอบ

 

 

คำตอบที่เป็นไปตามที่คาดหวังเอาไว้ทำให้คิบอมยิ้มแก้มปริ นิ้วชี้และนิ้วกลางถูกยกขึ้นทาบกับกลีบปากหนาของตัวเองชั่วครู่ ก่อนที่จะส่งมันไปประทับลงที่กลีบปากบางๆของคนตัวเล็กตรงหน้า เนิ่นนาน

 

 

 

 

 

 

สายลมแรงกำลังพัดผ่านไปมาอีกครา หากแต่ในตอนนี้ ทงเฮกลับไม่รู้สึกหนาวเลยแม้แต่น้อย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ทงเฮครับ ตื่นได้แล้วนะ”

แสงแดดที่ส่องลอดแนวผ้าม่านผืนหนาเข้ามารบกวนคนที่กำลังนอนหลับสบายให้ตื่นขึ้นรับเช้าวันใหม่ปลุกร่างสูงให้ตื่นขึ้น เพียงแค่เปลือกตาเท่านั้นที่เปิดลืมขึ้น คิบอมกรอกตามองไปรอบๆตัวครั้งหนึ่ง ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ร่างเล็กๆภายในอ้อมกอดที่ยังคงหลับตาพริ้มอย่างเป็นสุข เสียงเอ่ยเรียกไม่ได้ทำให้ทงเฮสนใจมากไปกว่าการบิดกายเข้าซุกแผ่นอกอุ่นๆของคนรักเพียงเท่านั้น

 

 

“ไม่เอาน่าทงเฮ ผมต้องไปเปิดร้านแล้วนะ”

เสียงทุ้มเอ่ยเบาๆชิดใบหูก่อนที่ริมฝีปากนุ่มๆนั้นจะกดลงเร็วๆบนแก้มใส

 

 

“วันนี้อากาศดี นอนต่ออีกนิดนะ”

แขนเล็กโอบรอบท่อนแขนของคนรักแล้วกระชับกอดมันไว้เหมือนหมอนข้างใบโปรด ท่าทางแสนน่ารักของคุณหนูทงเฮทำเอาคนรักอย่างคิบอมต้องใจอ่อนในที่สุด ผ้าห่มผืนหนาถูกคลี่ออกห่มร่างทั้งสองร่าง ก่อนที่คนสองคนจะซุกกายเข้าหากันเพื่อหาไออุ่นให้มากขึ้นกว่าเดิม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ขอบคุณนะครับ แล้วจะส่งของไปให้ภายในสามวัน”

เสียงทุ้มๆหากแต่ฟังดูอบอุ่นของคิบอมที่ดังขึ้นเป็นระยะจากทางหน้าร้านทำให้ทงเฮที่ลอบมองอยู่นั้นเผลอยิ้มบางๆออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว ก่อนที่คนตัวเล็กจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ตัวประจำที่ชอบมานั่งเล่นไปหยิบเอาไม้ปัดฝุ่นจากบนชั้นวางของมาถือเอาไว้ด้วยท่าทางทะมัดทะแมง แล้วเดินตรงไปยังชั้นวางหนังสือสูงเหนือศีรษะที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด

 

 

เสียงบทสนทนาตอบโต้ระหว่างคิบอมกับลูกค้าเงียบลงไปเมื่อไหร่ทงเฮไม่รู้ แต่สัมผัสอุ่นๆที่คุ้นเคยบริเวณเอวบางที่ประคองอุ้มจนปลายเท้าของทงเฮลอยขึ้นจากพื้นนั้นทำให้ทงเฮต้องยิ้มกว้าง แผ่นหลังบอบบางเอนแนบลงไปกับแผ่นอกกว้างๆที่รอรับจากทางด้านหลัง วงแขนแกร่งที่ประคองเอวเอาไว้นั้นมั่นคง และให้ความรู้สึกปลอดภัยจนทงเฮสามารถปัดฝุ่นบนสันหนังสือชั้นบนสุดได้อย่างสบายๆ

 

 

“ตัวแค่เนี้ย จะปัดถึงชั้นบนหรอ”

คิบอมเอ่ยแซวคนรักในทันทีที่ปล่อยให้ทงเฮเหยียบลงบนพื้น

 

 

“หลอกว่าเราอีกแล้วนะ”

ไม้ปัดฝุ่นอันโตถูกใช้เป็นอาวุธสำหรับคนตัวเล็ก ทงเฮบรรจงตีมันลงบนบ่ากว้างของคนรักเสียเต็มรักจนคิบอมต้องยึดมันไปเสียเอง

 

 

“เด็กซนต้องถูกลงโทษนะ”

คนตัวใหญ่กว่าก้าวเท้าเข้าไปประชิดร่างเล็กๆพร้อมกับวางพาดแขนไปบนชั้นวางหนังสือเหนือศีรษะของทงเฮ ด้วยระยะห่างที่กว้างเพียงแค่ระหว่างชั้นวางหนังสือ ใกล้ เสียจนทำให้คนตัวเล็กต้องหน้าร้อนผ่าว แผ่นหลังบอบบางชนกระทบไปกับสันหนังสือที่ตั้งเรียงราย

 

 

 

 

ก่อนที่ใบหน้าคมของเจ้าของร้านจะค่อยๆเคลื่อนเข้ามาประชิดดวงหน้าหวานของคนรักทีละนิด ทีละนิด

 

 

 

 

เชื่องช้าเกินไปมั้ยนะ ช้าจนเกือบทำให้ทงเฮหัวใจระเบิดออกมา คิบอมจงใจเคลื่อนศีรษะเข้าไปอย่างเนิบนาบ ก่อนจะจู่โจมประกบริมฝีปากลงไปกับกลับปากสีสดของทงเฮอย่างฉับพลัน

 

 

 

 

แรงกดจูบที่จู่โจมโดยที่ยังไม่ทันตั้งตัว บวกกับการดูดเม้มรอบๆริมฝีปากทำให้ทงเฮแทบหลอมละลาย แขนเรียวยกขึ้นคล้องคอคนรักพลางรั้งให้เข้ามามอบจุมพิตลึกซึ้งได้ถนัดยิ่งขึ้น ก่อนจะปล่อยให้คิบอมเป็นผู้นำทาง ไปตามอารมณ์ความรู้สึกดีดีที่เพิ่มพูนขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด

 

 

 

 

เรียวลิ้นเกาะเกี่ยวกันเอาไว้ สัมผัส โลมเลีย ผละห่าง ก่อนที่จะเกี่ยวเข้าหากันอีกด้วยแรงดึงดูดของอารมณ์ ร่างกายเบียดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่ริมฝีปากยังคงเชื่อมต่อถึงกันไม่ได้ห่างแม้แต่น้อย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ดวงตารีเรียวมองลอดผ่านกระจกใสตรงหน้าต่างของร้านหนังสือเล็กๆเข้าไปอย่างไม่ตั้งใจ ท้ายหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลออกไปจากส่วนอื่นๆของหมู่บ้านอย่างนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษนักในสายตาของฮันกยอง หากแต่ร้านหนังสือเล็กๆแห่งนี้กลับดึงดูดสายตาของเขาอย่างน่าประหลาด แว่นกันแดดอันโตถูกถอดออกเพื่อปรับมองภาพที่ได้เห็นให้ชัดยิ่งขึ้น ก่อนที่ดวงตาเรียวๆนั้นจะเบิกกว้างขึ้นจนเต็มความสามารถ

 

 

ฮันกยองสวมแว่นกันแดดคู่ใจอีกครั้ง ก่อนจะรีบเร่งฝีเท้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับตรงไปยังใจกลางกลางหมู่บ้าน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

… TBC …

[SF] GAZE II

posted on 16 Feb 2009 03:39 by borimaxii  in GAZE

Gaze

Kibum x Donghae

By borin

 

 

 

 

 

 

 

To Know Each Other*

 

 

 

 

 

 

 

เปลือกตาหนาหนักๆค่อยๆปรือปิดลงในที่สุด หลังจากที่พยายามข่มตาหลับมานานกว่าสามชั่วโมงแล้ว แสงไฟสลัวๆที่สาดส่องลอดช่องประตูออกมานั้นแยงตาจนทำให้เจ้าของบ้านหลับไม่ลง ด้วยความเหนื่อยล้าบวกกับอาการอ่อนเพลียเนื่องจากล่วงเลยเวลานอนปกติมาได้ครู่ใหญ่ๆแล้ว ถึงทำให้คิมคิบอมหลับลงไปได้ในค่ำคืนนี้ ทั้งๆที่เสียงกุกกักจากด้านในห้องนอนนั้นยังคงดังรบกวนการนอนของเจ้าของบ้านรูปหล่อที่ถูกระเห็จออกมานอนนอกห้องอย่างไม่คิดจะหยุดลง

 

 

“ทำไมมันคันอย่างนี้นะ”

เสียงหวานเอ่ยบ่นพลางบิดตัวไปมาภายในผ้าห่มผืนหนาบนเตียงแคบๆขนาดกำลังดีสำหรับหนึ่งคน แต่มันคงจะแคบไปสำหรับคุณหนูทงเฮที่คุ้นเคยกับการนอนคนเดียวบนเตียงขนาดคิงไซส์ ร่างเล็กยังคงบิดไปมาจนทำให้เตียงไม้อายุเก่าแก่ส่งเสียงดังเอียดอาดไปในทุกครั้งที่เกิดการเคลื่อนไหว

 

 

“ฝุ่นก็เยอะ คิบอม นายทำความสะอาดห้องบ้างรึเปล่านะ”

 

 

ภายในห้องนอนสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่สว่างจ้า ร่างบอบบางที่นอนขดตัวยู่บนเตียงตรงกลางห้องนั้นค่อยๆเข้าสู่ห้วงนิทราไปทีละนิด พร้อมๆกับที่เสียงบ่นนั้นเงียบลง

 

 

แสงสว่างจากดวงไฟยังคงส่องสว่างไปทั่วห้องนอนสี่เหลี่ยมจัตุรัส แสงสีนวลสาดไล้ไปบนเฟอร์นิเจอร์ที่มีอยู่เพียงไม่กี่ชิ้นนั้น ตู้เสื้อผ้าไม้เรียบๆตั้งหลบมุมอยู่ตรงซอกข้างๆประตูห้องบานโต ประตูที่เปิดแง้มออกเล็กน้อยหลังจากที่คุณหนูวุ่นวายมือซนรื้อนู่นรื้อนี่เปิดดูจนหมดทุกซอกทุกมุมแล้วปิดมันลงอย่างไม่ใส่ใจ โต๊ะทำงานที่ตั้งอยู่ชิดริมหน้าต่างบานโตเคยเป็นระเบียบเรียบร้อย หากแต่ในตอนนี้มันระเกะระกะไปด้วยเครื่องมือสื่อสาร ขวดครีมบำรุงผิวสามสี่ขวดวางเรียงรายอยู่บนสมุดบัญชีเล่มโตของเจ้าของห้องที่วางทิ้งเอาไว้บนพื้นโต๊ะข้างๆโคมไฟที่ถูกเปิดสว่างค้างเอาไว้ตั้งแต่ครั้งแรกที่คนตัวเล็กได้เข้ามาในห้องนี้

 

 

ลมหายใจที่เป็นจังหวะสงบสม่ำเสมอบ่งบอกว่าทงเฮนั้นหลับสนิทลงไปแล้ว เปลือกตาและแพขนตานั้นปิดพริ้มสนิทลง ร่างเล็กขดม้วนตัวซุกในผ้าห่มผืนหนาแน่น พลางซุกเข้าหาผ้านวมอุ่นๆเพื่อคลายความเย็นที่กระทบผิวกายส่วนที่โผล่พ้นผ้าห่มนั้น

 

 

 

 

**

 

 

 

 

เสียงนกร้องกับสายลมอ่อนโยนที่พัดผ่านมากระทบผิวหน้าบางๆที่อยู่นอกผ้าห่มผืนหนาเป็นดังการต้อนรับสู่เช้าวันใหม่ เปลือกตาบางที่ถึงจะยังปิดสนิทอยู่ หากแต่สัมผัสได้ถึงแสงสว่างที่มากระทบ ทงเฮขยับตัวพลิกหันไปอีกด้านเพื่อหลบแสงสว่างจ้านั้นไม่ให้มารบกวนการนอนหลับแสนสบาย อากาศในยามเช้าเย็นจัดหากแต่อุ่นขึ้นด้วยแสงสว่างแรกของวันที่สาดส่องลงมาจากดวงอาทิตย์ ทำให้ไม่แปลกที่ใครหลายๆคนรวมทั้งทงเฮพอใจที่จะนอนซุกกายอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนามากกว่าจะตื่นลุกขึ้นไปทำอย่างอื่น

 

 

เสียงกุกกักจากชั้นล่างของตัวบ้าน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือส่วนหลังของร้านหนังสือดังขึ้นไม่ขาดสาย ทำให้คนตัวเล็กที่กำลังพยายามที่จะหลับต่อนั้นตื่นเต็มตาอย่างไม่เต็มใจนัก เปลือกตาวาวค่อยๆปรือเปิดขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนที่เปลือกตานั้นจะกระพริบถี่ๆสองสามครั้งเพื่อไล่ความพร่ามัวออกไปจากทัศนะวิสัย แล้วเบิกตากว้างขึ้นในที่สุด

 

 

“คิบอม”

เสียงหวานยังคงแหบพร่าจากการนอนหลับเอ่ยเรียกชื่ออีกคนที่ยืนพิงบานประตูตู้เสื้อผ้าอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเตียงที่ทงเฮนอนอยู่นัก

 

 

“ผมมาปลุกทงเฮ แต่เห็นว่าทงเฮตื่นแล้วเลยยืนรอ”

ทงเฮเพียงแค่ขมวดคิ้วอย่างแปลกใจเท่านั้น เมื่อคิบอมเอ่ยปากตอบข้อสงสัยที่กำลังผุดขึ้นมาภายในใจของทงเฮนั้น

 

 

 

 

 

 

 

นานกว่าที่คิดกะเกณฑ์เอาไว้ ทงเฮค่อยๆก้าวเดินลงมาจากบันไดไม้ ในยามที่เท้าเปลือยเปล่าสัมผัสกับพื้นบันได มือเรียวก็ประคองจับราวบันไดเอาไว้เสียจนแน่น ด้วยความหวาดกลัว ... ก็ไอ้บันไดนี่น่ะสิ เอนไปเอนมาจนกลัวว่ามันจะพังลงไปก่อนที่ทงเฮจะได้เหยียบพื้นจนเต็มเท้า

 

 

“หัวเราะอะไรแต่เช้า”

เสียงระเบิดหัวเราะดังลั่นเป็นการทักทายยามเช้าหลังจากที่ทงเฮตื่นเต็มตานั้นทำให้คนสวยขมวดคิ้วแน่นพลางส่งสายตาดุๆไปให้เจ้าของบ้านรูปหล่อที่นั่งรออยู่บนเก้าอี้ข้างๆโต๊ะทานอาหารตัวขนาดกลาง

 

 

“ผมขำทงเฮน่ะสิ”

เสียงทุ้มเอ่ยบอกตามตรง พลางตบลงเบาๆที่เก้าอี้ตัวข้างๆที่ว่างอยู่แทนการเอ่ยเรียก

 

 

“นมอุ่นๆ ที่มันเย็นแล้ว”

เจ้าของบ้านเลื่อนแก้วใสใสตรงหน้าที่มีของเหลวสีขาวขุ่นบรรจุอยู่เกือบเต็มให้ไปอยู่ตรงหน้าทงเฮ แล้วเอ่ยบอกติดตลก

 

 

“เราอยากได้กาแฟมากกว่านะ”

“...แล้วที่นี่ไม่มีโทรทัศน์หรอ”

ทงเฮเอ่ยถามคิบอมด้วยสีหน้าเรียบเฉย พลางเหลือบมองใบหน้าหล่อคมของอีกคนด้วยหางตา ในขณะที่นิ้วเรียวทั้งสิบกำลังบรรจงประคองแก้วใสใสใบนั้นขึ้นจรดริมฝีปาก ขาเรียวยกขึ้นไขว้กันในท่าไขว่ห้าง แผ่นหลังเอนลงพิงกับพนักเกี้ในท่าสบายๆ

 

 

“หืม”

 

 

“เราติดรายการช่วงนี้น่ะ แต่ไม่เป็นไร”

ยังไม่ทันที่คิ้วได้รูปทั้งสองข้างของคิบอมจะเคลื่อนมาชนกันดีนัก ทงเฮก็เอ่ยบอกสวน พลางหยิบเอาโทรศัพท์เครื่องหรูคู่ใจจากในกระเป๋าขึ้นมากดๆจิ้มๆสองสามครั้ง คิ้วเรียวเลิกขึ้นทีละนิดพร้อมกับที่ขมวดเข้าหากัน

 

 

 

 

 

 

 

 

“คิบอม ... ที่นี่ไม่มีสัญญาณไวร์เลสอินเตอร์เน็ตหรอ”

 

 

 

 

 

**

 

 

 

 

นิ้วเรียวค่อยๆไล่ไล้ไปตามสันหนังสือบนชั้นวางหนังสือที่สูงเหนือศีรษะ ปกหนังสือหลากสีทั้งเก่าใหม่ถูกมองผ่านสายตาไปโดยที่เจ้าตัวไม่ได้สนใจนัก สายตาคมกริบที่ดูเหมือนมองเหม่อของทงเฮนั้นกลับทอดผ่านช่องว่างระหว่างชั้นหนังสือนั้นไปยังร่างสูงโปร่งของเจ้าของร้านที่กำลังปัดฝุ่นบนชั้นหนังสือที่อยู่ถัดออกไปนั่นต่างหาก ในเวลาสายแบบในตอนนี้ร้านหนังสือดูยุ่งวุ่นวายมากกว่าที่ทงเฮจะจินตนาการได้ ร้านหนังสือภาษาอังกฤษที่ตั้งอยู่ในเมืองเล็กๆเช่นนี้ กลับมีลูกค้าเข้า-ออกอย่างไม่ขาดสาย กล่องบรรจุหนังสือกล่องแล้วกล่องเล่าที่ถูกขนออกไป ดวงตาเรียวได้แต่จ้องมองอย่างแปลกใจปนสงสัย

 

 

“ทำอะไรอยู่”

เสียงทุ้มของคิบอมเอ่ยถาม ในขณะที่เจ้าตัวกำลังเดินผ่านไปยังด้านหลังของร้าน

 

 

“ก็ดูอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะ”

มือบางละจากสันหนังสือที่วางค้างเอาไว้ก่อนจะทิ้งดิ่งลงข้างๆลำตัว

 

 

“ไม่ไปทำธุระหรอ”

 

 

“ธุระ? อ๋อใช่ งั้นเราไปก่อนนะ”

สิ้นคำนั้น ทงเฮเดินรี่เข้าไปยังส่วนในของตัวร้านแล้วหยิบเอากระเป๋าสะพายใบโปรดขึ้นสะพายบนไหล่ ก่อนจะเร่งรีบเดินออกจากร้านไป

 

 

 

 

 

 

จังหวะการก้าวเดินที่เร่งรีบเมื่อครู่ค่อยๆผ่อนช้าลงจนหยุดลงในที่สุดเมื่อพ้นเขตตึกแถวที่เรียงรายอยู่นั้นมาได้ไกลระยะหนึ่งแล้ว นัยน์ตาสีชาเหมอมองทิวทัศน์ไปรอบๆ สีเขียวของต้นไม้ใบหญ้ายังคงเป็นสิ่งเดียวที่เด่นชัดของธรรมชาติรอบๆตัว ท้องฟ้าในวันนี้สดใสเหลือเกิน สีฟ้าสดใสตัดกับกลุ่มเมฆขาวสะอาดที่กระจายตัวเป็นหย่อมๆดูสวยราวกับสายไหมรสหวาน สายมากแล้ว หากแต่อุณหภูมิในตอนนี้ก็ยังคงหนาวจัดไม่แพ้ช่วงเวลาใดใดของวัน ทงเฮกระชับผ้าพันคอผืนหนาที่เลือกหยิบออกมาใช้ในวันนี้ให้กระชับแน่นเข้าอีกครั้ง เสื้อกันหนาวตัวหนาที่หยิบยืมมาจากคิบอมช่วยให้ทงเฮไม่ต้องหนาวจนตัวสั่นอีกแล้ว

 

 

*ฟู่*

ควันสีขาวที่ลอยออกมาพร้อมกับแรงเป่าจากริมฝีปากที่รวบเข้าหากันบอกถึงอุณหภูมิอากาศรอบๆตัวได้เป็นอย่างดี ทงเฮยกมือขึ้นกอดอกพลางเหม่อมองไปรอบๆตัวเพื่อหาสิ่งน่าสนใจ

 

 

เงียบเชียบ รอบๆตัวของทงเฮในตอนนี้มีแต่ความเงียบ เสียงลมพัดผ่านไปมาก็ดูเหมือนว่ามันชัดเจนเหลือเกินในความรู้สึก ใบไม้พัดไหวไปมาตามแรงลมอ่อนๆที่พัดลมหนาวผ่านมาไม่ได้มีทีท่าว่าจะหยุดลงบ้างเลย แก้มใสที่ขาวละเอียดเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อเนื่องด้วยอุณหภูมิอากาศที่หนาวจัด มือทั้งสองซุกเข้าไว้ในกระเป๋าเสื้อตัวหนาที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆประจำตัวเจ้าของ

 

 

ทงเฮไม่คุ้นชินกับความโดดเดี่ยวและความเงียบเชียบเช่นนี้ ในขณะที่กำลังก้าวเดินไปรอบๆเมืองเล็กๆแห่งนี้อย่างไร้จุดหมาย ... ใช่แล้ว ทงเฮไม่มีจุดหมาย ไม่ได้มีธุระ และไม่รู้จะไปไหนด้วยซ้ำไป

 

 

 

 

**

 

 

 

 

กว่าหนึ่งอาทิตย์แล้ว ที่ทงเฮมาอาศัยอยู่ร่วมกับคิบอม ... นานกว่าที่คิด ... อาจจะเพราะที่นี่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ และมีเพียงรถไฟที่จะผ่านมาสามวันครั้งเท่านั้น ที่จะสามารถใช้โดยสารกลับไปได้ ...

 

 

ทงเฮคิดถึงบ้าน ... คิบอมดีกับทงเฮมากก็จริง ออกจะดีเกินไปด้วยซ้ำกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หากแต่ทงเฮก็ยังคงคิดถึงความสะดวกสบายที่โซล โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต ห้างสรรพสินค้า ... คิดถึงจริงๆ

 

 

มือเรียวยังคงประคองถ้วยกระเบื้องสีขาวขุ่นเอาไว้ในมือแน่น หากแต่สายตาของทงเฮกลับมองเหม่อออไปยังสถานีรถไฟทีตั้งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักจากตัวร้าน กาแฟในถ้วยนั้นเย็นลงไปมากแล้ว เมื่อทงเฮจรดมันกับริมฝีปากบางๆเพื่อจิบมันลงลำคอ ก่อนที่จะวางมันลงบนขอบหน้าต่างข้างๆตัว ไอร้อนที่ยังพอมีอยู่ของของเหลวสีเข้มนั้นลอยตัวขึ้นเป้นควันเหนือผิวหน้าของมัน พลางแผ่ส่งความร้อนไปยังอากาศรอบๆ รวมทั้งสร้างฝ้าขาวๆเอาไว้บนกระจกใสใสนั้นด้วย

 

 

ฝ้าขาวๆที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นบนกระจกใสจากที่ใกล้แห่งความร้อน ไกลออกไป ไกลออกไป

 

 

ราวกับเป็นการจุดประกาย ... หยาดน้ำใสใสค่อยๆรวมตัวกันภายในดวงตาคู่สวย รวมตัวกันจนเป็นหยดใหญ่ แล้วหลั่งรินระลงมาตามแก้มใสแล้วหยดลงจากคางเรียวได้รูปลงสู่ขอบหน้าต่างที่ทงเฮใช้ต่างโต๊ะวางของและเท้าแขน ไร้อาการสะอื้นใดๆ มีเพียงแค่น้ำตาอุ่นๆเท่านั้นที่บ่งบอกถึงความเศร้าโศกของทงเฮในตอนนี้

 

 

“ทงเฮ มาช่วยผมจัดหนังสือตรงนี้หน่อยได้มั้ย”

เสียงทุ้มที่ตะโกนเรียกดังมาจากทางด้านในของร้าน ทงเฮรีบปาดน้ำตาออกอย่างลวกๆแล้วก้าวเดินจากตรงส่วนหน้าร้านที่นั่งอยู่เข้าไปหาเจ้าของเสียงเรียกนั้น

 

 

“ให้ช่วยอะไรหรอ”

เสียงสั่นๆที่พยายามข่มให้เป็นปกติ บวกกับดวงตาใสที่ในตอนนี้แดงก่ำ ทำให้คิบอมเดาได้อย่างไม่ยากว่าคนตัวเล็กเพิ่งผ่านการร้องไห้มาหมาดๆ ร่างสูงวางหนังสือที่กำลังจัดเข้าชั้นนั้นลงก่อนจะค่อยๆเดินเข้ามาใกล้ทงเฮที่ยืนอยู่ระหว่างชั้นหนังสือที่อยู่ใกล้ที่สุด

 

 

“เป็นอะไร”

“ร้องไห้หรอ”

นิ้วยาวไล้เบาๆไปบนแก้มใสเพื่อเช็ดคราบน้ำตาให้หมดไป ในขณะที่ทงเฮยืนก้มหน้านิ่งๆไม่ได้เอ่ยตอบอะไร

 

 

“ทงเฮ”

นิ้วเดิมไล้ผ่านแก้มใสไปเชยคางเรียวขึ้นเบาๆ ให้คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้มาสบตา

 

 

“เราคิดถึงบ้าน”

“คิดถึงบ้าน เราคิดถึงบ้าน คิบอม”

 

 

“แล้วทำไมทงเฮถึงไม่กลับบ้าน”

คนตัวโตก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าว พลางเอ่ยถาม

 

 

“เราหนีออกจากบ้านมา”

“เราถึงกลับไปไม่ได้ ฮึก”

ไหล่บอบบางสั่นระริกจากรงสะอื้น ทงเฮพูดไปสะอื้นไป พร้อมๆกับที่น้ำตาหยดโตร่วงลงมาจากดวงตาใสอีกครั้ง

 

 

“หนาวมั้ย ทงเฮ”

คำถามของคิบอมทำให้ทงเฮต้องจ้องมองใบหน้าหล่อคมนั้นอย่างสงสัย หากแต่ก็พยักหน้าขึ้นลงสองสามครั้งเป็นการตอบรับ ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะถูกรวบเข้าสู่อ้อมกอดของร่างสูงที่ยืนอยู่แนบชิดกันตรงช่องว่างระหว่างชั้นหนังสือที่สูงเหนือศีรษะ ความอบอุ่นจากคิบอมที่มันแทบจะเอ่อล้นทำให้น้ำตาไหลรินอีกครั้ง ทงเฮสะอื้นเต็มแรง พลางค่อยๆยกแขนทั้งสองข้างที่ทิ้งดิ่งอยู่ข้างลำตัวขึ้นโอบกอดร่างสูงด้วยเช่นกัน ใบหน้าสวยแนบซบไปกับอกแกร่งอย่างต้องการที่พึ่ง

 

 

 

 

 

 

 

ทงเฮไม่เข้าใจ ... รู้แต่แค่ว่า ในตอนนี้ ... อุ่นดีนะ

 

 

 

 

 

**

 

 

 

 

ประตูบานโตที่กั้นปิดห้องนอนให้แยกออกจากส่วนอื่นของตัวบ้านถูกเปิดอ้าออกโดยฝีมือของเจ้าของบ้าน เบา เงียบสนิท คิบอมพยายามแง้มประตูบานฝืดนั้นให้เปิดออกโดยที่เงียบเสียงที่สุด ก่อนที่ร่างสูงจะยืนพิงผนังตู้ที่เปิดแง้มอยู่นั้น สายตาคมจ้องมองตรงไปยังก้อนกลมๆบนเตียงของตัวเอง ที่มีเพียงแค่ส่วนศีรษะที่โผล่พ้นออกมาจากผ้านวมหนานุ่ม แพขนตาพริ้ม ดวงตาใสใสนั้นถูกปกปิดลงด้วยเปลือกตาบางวาว ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ... ทงเฮคงจะรู้สึกตัวอยูเล็กน้อยแล้ว หลังจากที่คิบอมเผลอทำเสียงดังตอนที่แผ่นหลังกระแทกปิดตู้เสื้อผ้านั้นลงเมื่อครู่ ถึงได้ขยับตัวไปมาเหมือนรำคาญอยู๋ในที ... ท่าทางน่ารักๆแบบนี้ กินนมแทนกาแฟแล้วกันนะ ทงเฮ

 

 

 

 

**

 

 

 

 

กล่องหนังสือกล่องสุดท้ายถูกยกขึ้นท้ายรถขนของที่มาจากเมืองใกล้ๆไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คิบอมถอนหายใจแรงๆเมื่อพบว่าภายในร้านตอนนี้ว่าง หลังจากที่ยุ่งมากกว่าปกติไปแล้วในช่วงสายๆ ร้าขายของชำที่อยู่ไกลออกไปจากร้านจึงเป็นที่หมายของคิบอมในตอนนี้ ร่างสูงบิดขี้เกียจครั้งหนึ่ง ก่อนจะก้าวเดินไปตามเส้นทางที่คุ้นเคยนั้น ... ก่อนจะต้องหยุดลงเมื่อเห็นร่างบอบบางอันคุ้นเคยกำลังนั่งยองๆกออกตัวกลมอยู่กลางทางเดิน ใบหน้าหวานสวยในตอนนี้ดูห่อเหี่ยวและเหงาหงอยเหลือเกิน ... จะเป็นอะไรมั้ย ถ้าคิบอมอยากเดินเข้าไปกอดปลอบคนตัวเล็กเหลือเกินในตอนนี้

 

 

 

 

 

 

 

...TBC…