[SF] GAZE V

posted on 03 Apr 2009 21:28 by borimaxii  in GAZE

Gaze

Kibum x Donghae

By borin

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

TEARS VS SMILE*

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ดวงตา ใสใสมองเหม่อผ่านหน้าต่างกระจกใสบานโตออกไปยังทิวทัศน์ภายนอกตัวบ้าน เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว ไม้พันธุ์นานาชนิดที่ถูกปลูกเอาไว้รายล้อมตัวบ้านหลังใหญ่จนทำให้บริเวณภาย ในรั้วบ้านนั้นดูร่มรื่นราวกับว่ามันไม่ได้ตั้งอยู่ในย่านใจกลางเมืองเช่น นี้ ภาพที่ทงเฮมองเห็นตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากหมู่บ้านในชนบทที่จากมาเมื่อร่วม เดือนก่อน หากแต่ว่าเมื่อแหงนขึ้นมองมุมสูงขึ้นไปแล้ว ภาพของตึกระฟ้านับสิบที่มองเห็นนั้น ก็บอกกับทงเฮว่านี่คือใจกลางโซล เมืองหลวงของสาธารณรัฐเกาหลีเป็นแน่แท้

 

 

 

เสียงถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่าของทงเฮทำเอาพี่ชายอย่างฮีชอลที่มาหยุดยืนมองที่ขอบช่องประตูได้นานสองนานนั้นใจหาย ตั้งแต่พาทงเฮกลับมาบ้านเมื่อเดือนก่อน น้องชายของฮีชอลก็พูดน้อยลง เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องส่วนตัวที่บนชั้นสองแล้วเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างแบบนี้

 

 

 

“ทงเฮ ไม่เปิดแอร์หรอ”

อุณหภูมิในตอนนี้อุ่นร้อนขึ้นมากแล้ว และถ้าหากเป็นเมื่อก่อนถึงทงเฮจะหนาวสักแค่ไหน ก็เป็นไปไม่ได้ที่เครื่องปรับอากาศจะได้หยุดทำงานลง เพราะคุณหนูทงเฮจะตั้งอุณหภูมิเอาไว้สูงสุด แทนที่จะปิดมันแล้วเปิดหน้าต่างรับลมธรรมชาติ

 

 

 

“ผมหนาว”

“ผมหนาว พี่กอดผมหน่อยได้มั้ยฮะ”

ทงเฮเอ่ยบอกพี่ชายที่เพิ่งเดินเข้ามาภายในตัวห้องด้วยเสียงแผ่วเบา แขนเรียวทั้งสองข้างที่โอบกอดหัวเข่าเอาไว้กระชับให้แน่นมากขึ้นไปอีก

 

 

 

ถึงเราจะไม่ใช่พี่น้องกัน แต่พี่ช่วยกอดผมเอาไว้แน่นๆได้ไหม ในช่วงเวลาที่หัวใจช่างหนาวเหน็บเหลือเกิน

 

 

 

“ได้สิ”

ฮีชอลก้าวยาวๆตรงไปยังเตียงขนาดคิงไซส์ที่มีร่างของน้องชายสุดที่รักนั่งกอดเข่าอยู่ตรงมุมหนึ่ง พี่ชายคนสวยค่อยๆก้าวขึ้นไปบนเตียงนั้น แล้วนั่งลงข้างๆทงเฮ พลางโอบกอดคนตัวเล็กเอาไว้แน่น

 

 

 

คิมทงเฮ คุณหนูคนเล็กแห่งตระกูลคิม หรืออีกนัยหนึ่งก็คืออีทงเฮ เด็กกำพร้าที่ถูกคุณคิมรับมาเลี้ยงดูเป็นลูกตั้งแต่ก่อนที่ทงเฮจะจำความได้เสียด้วยซ้ำ ด้วยหน้าตาที่น่ารักเกินเด็กผู้ชาย และความขี้อ้อน ทำให้ทงเฮเป็นที่รักของคนในบ้าน รวมไปถึงลูกชายแท้ๆของคุณคิมอย่างฮีชอลด้วย ที่รักน้องชายคนนี้ยิ่งกว่าเป็นน้องแท้ๆเสียอีก

 

 

 

เมื่อสองเดือนก่อน ที่ทงเฮได้รับรู้ด้วยความบังเอิญเป็นครั้งแรกในชีวิต ว่าทงเฮไม่ใช่คิมทงเฮแต่เป็น อีทงเฮและนั่นเป็นครั้งแรก ที่คุณหนูทงเฮออกเดินทางไปจากบ้านตามลำพัง

 

 

 

“คิดถึงหนุ่มรูปหล่อคนนั้นหรอ ตัวเล็ก”

ฮีชอลโยกตัวน้องชายสุดที่รักไปมาราวกับว่ากำลังกล่อมเด็กทารกพลางเอ่ยถามแผ่วเบา

 

 

 

“เปล่านี่ฮะ ผมแค่หนาว ก็เท่านั้น”

“น่าแปลกนะฮะ ที่ฤดูหนาวกลับอบอุ่นยิ่งกว่าฤดูใบไม้ผลิ”

ทงเฮพูดจบแล้วซุกใบหน้าลงไปกับอกของเจ้าของอ้อมกอดนั้น

 

 

 

ความเปียกชื้นที่ฮีชอลรู้สึกนั้นทำให้จิตใจของพี่ชายอย่างเขารู้สึกเจ็บปวด ทงเฮร้องไห้อีกแล้ว ถึงแม้จะมองไม่เห็น แต่เจ้าของเหลวอุ่นๆที่ซึมผ่านเสื้อเนื้อบางเข้าไปกระทบผิวกายจนรู้สึกได้ก็ไม่อาจเป็นอย่างอื่นไปได้นอกเสียจากน้ำตา

 

 

 

ไร้ซึ่งแรงสะอื้น หรือเสียงร้องไห้ฟูมฟาย มีเพียงแค่ความเปียกชื้นเท่านั้น ที่ฮีชอลรู้สึกได้

 

 

 

 

 

 

 

 

G A Z E . . .

 

 

 

 

 

 

 

 

“ฮันกยอง ชั้นทนดูน้องเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว”

จากคำพูดเพียงประโยคเดียวของคนรักที่มาเอ่ยปรึกษา ในทันทีหลังจากที่ฮีชอลเดินออกมาจากห้องนอนของทงเฮมาหาฮันกยองที่ยืนรออยู่ตรงหน้าห้องนั้น ทำให้ภายในเวลาไม่ถึงสามชั่วโมง ทั้งสองคนก็ก้าวเท้าลงจากรถ เหยียบลงไปบนพื้นดินเปรอะฝุ่นของหมู่บ้านแถบชนบทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

 

หิมะ ที่โปรยปรายเป็นม่านบดบังทัศนียภาพในครั้งสุดท้ายหรืออีกนับหนึ่งคือครั้ง แรกที่ฮีชอลได้มาเหยียบลงบนพื้นดินชนบทแห่งนี้ได้มลายหายไปจนหมดสิ้น อากาศบริสุทธิ์ถูกพัดโชยมาตามกระแสลมแรงๆที่พัดผ่านไม่ขาดสาย ยอดหญ้าที่กำลังผลิแตกงอกออกมาชวนให้รู้สึกสดใส อากาศเย็นๆที่กำลังพอดีไม่มากไม่น้อยจนเกินไปดูจะเข้ากับสีเขียวของยอดหญ้า และสีน้ำตาลเข้มของผืนดินเสียจนไม่อาจเปรียบ คุณหนูตระกูลคิมผู้แสนจะหัวสูงเริ่มคลี่ยิ้มออกมาบางๆที่มุมปากทั้งสองข้าง โดยที่ไม่ทันรู้ตัว

 

 

 

ฮันกยองลอบมองใบหน้าสวยได้รูปของคนรักพลางยิ้มกว้าง มือใหญ่จับกุมมือนุ่มนิ่มของอีกคนเอาไว้แน่น แล้วรั้งให้เริ่มออกเดินตรงเข้าไปในตัวหมู่บ้าน

 

 

 

“ที่นี่ยังกันดารเหมือนเดิมเลยนะ”

ฮีชอลเอ่ยขึ้นลอยๆหลังจากที่ออกเดินมาได้ไม่นานเท่าไหร่

 

 

 

“ไม่เอาน่าฮีชอล ธรรมชาติน่ะ ไม่ได้กันดารหรอกนะ”

เสียงทุ้มที่เอ่ยขัดขึ้นทำให้ฮีชอลหยุดเดินในทันที พลางหันหน้าไปจ้องมองใบหน้าหล่อนั้น แล้วเบิกตาให้โตมากขึ้นไปอีกแสดงอาการไม่พอใจ

 

 

 

“ฮันกยอง!!

 

 

 

“เด็กเอาแต่ใจ”

ฮันกยองทำเป็นหูทวนลมไม่ใส่ใจกับเสียงเรียกชื่อที่แข็งกร้าวนั้น แล้ววาดแขนยาวๆไปโอบรอบเอวเล็กแล้วรั้งคุณหนูคิมให้ปลิวเข้าสู่อ้อมกอดอย่างที่ไม่ต้องออกแรงมากนัก

 

 

 

“ใครใช้ให้นายมาขัดชั้น ฮะ!!

ฮีชอลไม่ได้ดิ้น หรือบิดตัวให้หลุดออกจากอ้อมกอดแสนอบอุ่นนั้น มันอบอุ่น และเป็นที่พึ่งพิงได้ดีเสียจนไม่อาจผละหนี หากแต่คิมฮีชอลก็ยังคงเป็นคิมฮีชอล คนตัวเล็กกว่าส่งเสียงบ่นพอเป็นพิธีทั้งๆที่ยืนนิ่งยอมให้ฮันกยองโอบรัดร่างกายเอาไว้แน่น

 

 

 

“ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะ รู้มั้ย”

ฮันกยองเอ่ยบอกเบาๆทั้งๆที่ไม่ได้คลายอ้อมกอดนั้นแม้แต่น้อย

 

 

 

“ชั้นก็ไม่ได้อยากน่ารักนี่”

“หรือนายไม่อยากรักชั้นแล้ว”

 

 

 

“คิมฮีชอล”

“ไปร้านคิบอมกัน”

น้ำเสียงของฮันกยองที่เคยอ่อนโยนดูเหมือนว่ามันจะเปลี่ยนไป เสียงที่แข็งกร้าวและมีพลังนั้นบังคับให้ฮีชอลต้องพยักหน้ารับคำ แล้วค่อยๆเดินตามแรงจูงของคนรักที่เกาะเกี่ยวนิ้วเอาไว้ระหว่างร่องนิ้วแน่น

 

 

 

อาจจะเป็นเรื่องจริงที่ว่า ความกันดารของหมู่บ้านแห่งนี้ รวมไปถึงตัวร้านหนังสือเก่าคราคร่ำนั้นไม่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในความทรงจำของคิมฮีชอลเลยแม้แต่น้อย คนสวยถึงได้เอาแต่เอ่ยถามคนรักอย่างฮันกยองครั้งแล้วครั้งเล่าไม่หยุดปากแบบนี้

 

 

 

“ทำไมมันไกลจังล่ะ ฮันกยอง”

“ชั้นจำได้ว่ามันอยู่แถวๆนี้นี่”

 

 

 

“ร้านหนังสืออยู่ห่างจากตรงนี้สี่ช่วงตึก”

“สมองนายไม่ได้ใช้จำอะไรนอกเหนือจากชื่อยี่ห้อเสื้อผ้าหรือรองเท้าเลยหรือไงน่ะ”

ฮันกยองหันไปมองคนรักที่เดินอยู่ข้างกายอย่างแปลกใจกึ่งๆเอือมระอา ก่อนที่จะเอ่ยถามในเชิงประชด

 

 

 

“ก็ชั้นไม่ได้คิดว่าจะต้องมาเหยียบที่นี่อีกน่ะสิ”

“ถ้าไม่ใช่เพราะตัวเล็ก ชั้นก็ไม่มาหรอก”

 

 

 

และมันคงจะเป็นความจริงที่ว่าพี่ชายอย่างคิมฮีชอลรักน้องชายตัวเล็กอย่างอีทงเฮมากกว่าสิ่งใดในโลกนี้

 

 

 

ทั้งสองคนเลี้ยวผ่านช่องตรงมุมตึกแถวที่หยุดยืนเมื่อครู่ผ่านออกมายังถนนเส้นที่ดูคุ้นตา ทางรถไฟที่อยู่ห่างออกไปบอกทั้งคู่ว่าเดินทางมาใกล้ถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจเอาไว้มากแล้ว ตึกแถวที่ตั้งเรียงรายยังคงมองดูเงียบและร้างเหมือนกับครั้งแรกที่ได้มาพบเจอไม่ผิดเพี้ยน

 

 

 

ฮีชอลหยุดเดิน พลางจ้องมองไปยังร้านค้าห้องที่อยู่ไกลออกไปมากที่สุด หน้าต่างบานโตตรงหน้าร้านใสสะอาดเผยให้เห็นชั้นวางหนังสือที่มีหนังสือจัดวางเรียงรายอยู่บนนั้นจนเต็มแน่น เจ้าของร้านยังหนุ่มคงจะกำลังยุ่งน่าดู ถึงได้เดินไปเดินมาหยิบนู่นหยิบนี่ให้วุ่นมือเช่นนั้น

 

 

 

คนที่มัวแต่ทำงานยุ่งแบบนี้ จะรู้มั้ยนะ ว่ามีใครบางคนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะมัวแต่คิดถึง จากที่ที่อยู่ห่างไกลออกไป

 

 

 

 

 

 

 

 

G A Z E . . .

 

 

 

 

 

 

 

 

“พี่ฮีชอลล่ะฮะ”

อีทงเฮที่นั่งท้าวคางนิ่งๆอยู่ที่ขอบหน้าต่างบานเดิมปรายสายตามองไปยังผู้ที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้อง แล้วเอ่ยถามเสียงเรียบเมื่อผู้ที่เข้ามาใหม่นั้นเป็นแม่บ้านคนเก่าคนแก่ ไม่ใช่คิมฮีชอลอย่างที่ควรจะเป็น

 

 

 

“ป้าไม่ทราบค่ะ”

ผู้สูงวัยกล่าวตอบด้วยเสียงเบาๆอย่างกลัวเกรง

 

 

 

“วางไว้ตรงนั้น แล้วออกไปได้แล้วล่ะ”

ผู้เข้ามาใหม่แปลกใจกับคำพูดนั้น ดวงตาเบิกกว้างขึ้นในยามที่มันจ้องมองไปยังใบหน้าหวานๆของคุณหนูคนเล็ก

 

 

 

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับคุณหนูทงเฮกันแน่นะ นอกเสียจากจะไม่โวยวายแล้วยังดูซึมกระทืออย่างน่าเป็นห่วง น่าเป็นห่วงเสียยิ่งกว่าตอนที่อาละวาดใส่คนในบ้านเป็นว่าเล่นเสียอีก คนมีอายุได้แต่นึกสงสัยในใจ ก่อนที่จะพยักหน้ารับคำ วางถาดอาหารกลางวันไว้บนโต๊ะตัวเล็กที่อยู่ใกล้ๆเตียงนอน แล้วเดินออกจากห้องไป

 

 

 

หยาดน้ำกลมๆค่อยๆกลิ้งลงมาผ่านหน้าดวงตาคู่ใสแล้วหยุดคลอหน่วงอยู่ภายในเบ้าตา ทงเฮไม่คิดที่จะปาดมันทิ้งไป หากแต่ปล่อยให้หยาดน้ำตาร้อนๆค่อยๆสะสมตัวจนกลายเป็นหยดใหญ่ แล้วไหลรินลงมาตามแนวแก้มใสใส

 

 

 

คิมคิบอม ชั้นคิดถึงนาย พี่ฮีชอล ผมต้องการอ้อมกอดของพี่

 

 

 

แขนเรียวๆกอดกระชับเข่าทั้งสองข้างเอาไว้แน่น ทงเฮขดตัวนั่งกอดตัวเองอยู่บนเตียงกว้างนั้น พลางปล่อยให้หยดน้ำตาไหลรินไปเรื่อยๆ

 

 

 

ตึก ตึกตึกตึก

เสียงจังหวะการก้าวเดินหนักๆดังขึ้นใกล้เข้ามาในทุกขณะ ก่อนที่มันจะหยุดลงพร้อมๆกับแรงกดบนพื้นเตียงข้างๆตัว

 

 

 

“ผมขออยู่คนเดียวนะฮะ ป้ามียอน”

ทงเฮยังคงนั่งนิ่งๆในขณะที่เอ่ยพูด โดยที่ไม่ได้แม้แต่หันมามองผู้มาใหม่

 

 

 

“เห็นทีจะไม่ได้ล่ะนะ ที่รัก”

เสียงแสนจะคุ้นหูที่ทุ้มห้าวเกินกว่าที่จะเป็นเสียงของป้ามียอน แม่บ้านคนเก่าคนแก่ของบ้านตระกูลคิมทำให้ทงเฮหันกลับมามองใบหน้าคนมาใหม่นั้นในทันที ก่อนที่ดวงตากลมใสนั้นจะเบิกโตขึ้นตามอาการตกใจ

 

 

 

“นาย!! มาที่นี่ทำไม”

คนตัวเล็กขยับถอยกรูดไปยังอีกฟากฝั่งของเตียงขนาดคิงไซส์เพื่อหนีห่างจากคนตัวสูงตรงหน้าให้มากที่สุด

 

 

 

“ทำไมที่รักพูดแบบนี้กับผมล่ะ”

คิมทงเฮ”

ใบหน้าหล่อที่ส่งยิ้มให้กับทงเฮเมื่อครู่นั้นกลับเผยรอยยิ้มอย่างคนเจ้าเล่ห์ที่มุมปากทั้งาสองข้าง ก่อนที่มันจะหายไปพร้อมกับที่สายตาคมกริบแสนน่ากลัวจะจ้องมองไปยังคนตัวเล็กอย่างไม่วางตา

 

 

 

โจคยูฮยอน อดีตคนรักของทงเฮ

 

 

 

“นายไม่มีสิทธิ์เรียกชื่อนั้น แล้วก็เลิกเรียกชั้นแบบนั้นได้แล้ว”

“อีทงเฮ ชั้นชื่ออีทงเฮ ช่วยจำเอาไว้ด้วยนะ”

ทงเฮละแขนที่กอดเข่าอยู่นั้นทิ้งดิ่งลงข้างๆตัว พลางเอ่ยบอกอีกคนที่นั่งอยู่บนเตียงเดียวกันนั้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

 

 

 

“โถ่ ไม่เอาน่า ทงเฮ”

คนตัวใหญ่กว่าขยับตัวเข้าใกล้ร่างบอบบางแล้วรั้งเอาคนที่กำลังตัวสั่นเข้าสู่อ้อมกอด

 

 

 

“ปล่อยนะ”

ทงเฮดิ้นเต็มแรง พลางบิดตัวไปมาให้หลุดพ้นออกจากอ้อมกอดนั้น

 

 

 

“ทงเฮ ทำไมทำแบบนี้กับผม”

อ้อมกอดนั้นไม่ได้คลายลง หากแต่ในตอนนี้ ทงเฮกลับหยุดดิ้นหลังจากที่คยูฮยอนเอ่ยพูดจนจบประโยคนั้น แววตาจริงจังที่จ้อมองลึกลงไปในดวงตาคู่สวยของทงเฮทำให้คนตัวเล็กจำต้องมองสบเข้ากับมันอย่างช่วยไม่ได้ แล้วปล่อยตัวให้อยู่ในอ้อมกอดแข็งแกร่งนั้นนิ่งๆ

 

 

 

“นายมันเจ้าชู้ คยูฮยอน”

“ชั้นขอโทษนะ แต่ระหว่างเรามันจบลงไปแล้วล่ะ”

สิ้นคำนั้น วงแขนทั้งสองข้างที่โอบกอดเอวเล็กๆเอาไว้นั้นก็ค่อยๆคลายออก แล้วทิ้งดิ่งลงสู่ข้างลำตัวของเจ้าของ

 

 

 

 

 

 

 

 

G A Z E . . .

 

 

 

 

 

 

 

 

ไอ ร้อนๆพวงพุ่งขึ้นมาเหนือผิวหน้าเครื่องดื่มสีน้ำตาลเข้มบ่งบอกความอุ่นร้อน ของกาแฟภายในแก้วกระเบื้องสีอ่อนนั้นที่ขัดกับอุณหภูมิอากาศที่เย็นกำลัง สบายในขณะนี้ คิบอมลอบจ้องมองไปยังของเหลวภายในแก้วตรงหน้าครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้น มองสบไปยังดวงตากลมโตของฮีชอลที่จ้องมองมาอย่างไม่ละสายตา

 

 

 

“ผมขอโทษ แต่ผมคงจะทำตามคำขอของคุณไม่ได้”

คิบอมเอ่ยตอบ ก่อนจะก้มหน้าลงแสดงอาการขอโทษประกอบคำพูด

 

 

 

“ทำไมล่ะ นายไม่ได้รักน้องชายชั้นหรอ”

“หรือแค่ทงเฮฝ่ายเดียว ที่รักนาย

 

 

 

“ผมรักทงเฮ!! ผมรักทงเฮไม่น้อยไปกว่ากันหรอกครับ”

ไม่ทันที่ฮีชอลจะได้เอ่ยจนจบประโยค คิบอมก็เอ่ยขัดขึ้นด้วยเสียงแข็งกร้าว ร่างหนาผุดลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง ดวงตาคมคู่นั้นมองจ้องไปยังฮีชอลที ฮันกยองทีแสดงความมุ่งมั่นที่ฉายนั้นให้อีกฝ่ายได้รับรู้

 

 

 

“คนเรามีเหตุผลที่ต่างกันไปนะครับ”

“ผมขอโทษจริงๆ”

คิบอมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงไปกว่าครึ่ง พลางโค้งตัวลงให้กับคนที่อายุมากกว่าทั้งสองคนอย่างสุภาพ

 

 

 

ฮีชอลไม่ได้เอ่ยตอบอะไร หากแต่ยกแก้วกาแฟตรงหน้นั้นขึ้นจิบอึกหนึ่งอย่างไม่รีบร้อน แล้วจับจูงมือใหญ่ของฮันกยองที่นั่งอยู่ข้างนั้นให้ลุกขึ้น แล้วเดินกลับออกไปทางประตูหน้าร้าน ใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดๆแม้แต่น้อย

 

 

 

 

 

 

 

 

G A Z E . . .

 

 

 

 

 

 

 

 

“พี่หายไปไหนมาทั้งวันน่ะฮะ”

แว่น สีชาอันโตถูกถอดออกจากดวงตาคู่สวย ก่อนที่มันจะถูกถือไว้อย่างลวกๆในมือเล็กข้างหนึ่ง ดวงตาใสใสหากแต่บวมแดงที่ถูกเผยขึ้นหลังจากถอดสิ่งกีดขวางออกไปนั้นจ้องมอง ไปยังพี่ชายที่กำลังนั่งอยู่บนโซฟาตัวนุ่มในห้องนั่งเล่น

 

 

 

“ทงเฮ

“ออกไปไหนมา”

พี่ ชายคนสวยลุกขึ้นจากโซฟาตัวนุ่มที่นั่งอยู่แล้วก้าวเร็วๆตรงไปยังช่องประตู ตรงหน้าบ้านที่ทงเฮหยุดยืนเปลี่ยนรองเท้าบู๊ตคู่โปรดที่ใส่อยู่เป็นสลิ ปเปอร์แทน

 

 

 

“ไปช้อปปิ้ง อยู่บ้านเบื่อๆ”

ทงเฮยกถุงกระดาษสี่ห้าใบที่ถือรวมเอาไว้ในมือนั้นให้ฮีชอลดู ก่อนจะค่อยๆก้าวเท้าเข้าไปในตัวบ้าน

 

 

 

“ทงเฮ คือว่า”

คิบอม คิบอมเค้าไม่ยอมมากับพี่”

ฮีชอลเอ่ยบอกด้วยเสียงแผ่วเบา ใบหน้าสวยนั้นก้มลงมองพื้น ก่อนที่จะรีบเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินเสียงของตกลงกระแทกกับพื้น

 

 

 

“ทงเฮ เป็นอะไรรึเปล่า”

ฮีชอลปราดเข้าไปหาน้องชายตัวเล็กพลางจับไหล่ทั้งสองข้างพลิกไปมาดูความผิดปกติ

 

 

 

“เปล่าฮะ ผมไม่ได้เป็นอะไร”

“แค่จู่ๆมือมันก็ไม่มีแรง คงถือของหนักเกินไป”

ทงเฮเอ่ยตอบพลางบิดตัวออกจากการเกาะกุมของพี่ชายแล้วก้มลงเก็บถุงกระดาษที่หลุดออกจากมือลงไปกระแทกพื้นเมื่อครู่ขึ้นมาถือใหม่ ก่อนจะส่งยิ้มกว้างไปให้พี่ชายสุดที่รัก

 

 

 

“คิมทงเฮ

ฮีชอลเอ่ยครางชื่อน้องชายแผ่วเบา แววตาโศกเศร้าที่ฉายขึ้นเพียงแค่ชั่วครู่นั้น ไม่แปลกเลย ที่ฮีชอลซึ่งจ้องมองดวงตาคู่สวยของทงเฮอย่างไม่วางตาอยู่นั้นจะมองเห็นมันได้อย่างชัดเจน ทั้งบวมแดง ทั้งโศกเศร้า

 

 

 

“อีทงเฮ ผมชื่ออีทงเฮ”

 

 

 

“ไม่เอาน่า ตัวเล็ก”

“ยังไงซะ ทงเฮก็ยังเป็นทงเฮ น้องชายสุดที่รักของพี่เสมอนะ เข้าใจมั้ย”

ฮีชอลก้าวเร็วๆเพียงแค่ไม่กี่ก้าวก็เข้าไปประชิดตัวน้องชายสุดที่รัก ก่อนจะรั้งเอวเล็กๆนั้นให้เข้ามาอยู่ในอ้อมกอด แล้วกอดรัดทงเฮเอาไว้แน่น มือบางๆไล้ไปบนแผ่นหลังอย่างปลอบโยน

 

 

 

“แต่ผมไม่ใช่

 

 

 

“ทงเฮ!!! เงียบซะ”

ฮีชอลตะคอกเสียงดังเพื่อให้น้องชายตัวเล็กเงียบเสียง ก่อนที่จะลูบกลุ่มผมนุ่มๆนั้นไปมา

 

 

 

“พี่ฮีชอล ผมคิดถึงเค้า”

“จะทำยังไงดี ผมคิดถึงเค้า”

แรงสะอื้นสุดตัวบวกกับความเปียกชื้นที่ซึมผ่านเสื้อผ้าที่สวมใส่มาสัมผัสผิวกายนั้นบ่งบอกว่าทงเฮกำลังร้องไห้ พี่ชายผู้รักน้องยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดทำได้เพียงแค่กระชับกอดร่างเล็กๆนั้นเอาไว้แน่น แล้วลูบไปมาบนแผ่นหลังเบาๆ

 

 

 

“ไม่เอาน่าทงเฮ”

ฮีชอลขยับตัวออกห่างจากทงเฮแล้วไล้ปลายนิ้วไปเช็ดคราบน้ำตาชื้นๆออกจากขอบตาที่แดงก่ำ

 

 

 

ไร้ซึ่งคำพูดใดใด สายใยเส้นบางๆที่เชื่อมต่อระหว่างพี่ชายและน้องชายต่างสายเลือดช่างแน่นหนา ความผูกพันที่หนาไม่มากไปกว่าเส้นด้ายกลับตัดกันไม่ขาด และไม่ต้องมีคำพูดสื่อสารใดใดระหว่างกันอีก มีเพียงสัมผัส อ้อมกอดอบอุ่นที่ส่งผ่านไปถึงกัน ก็เพียงพอแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

G A Z E . . .

 

 

 

 

 

 

 

 

คิมคิบอมยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ตั้งแต่ฮีชอลและฮันกยองเดินก้าวเร็วๆออกจากร้านหนังสือไปโดยที่ไม่ได้หันกลับมามองอีกเลย ถ้วยกาแฟสามใบที่ตั้งอยู่ตรงหน้าไม่มีควันพวยพุ่งบ่งบอกถึงอุณหภูมิความร้อนของของเหลวสีเข้มที่บรรจุอยู่ภายในดังเช่นเมื่อชั่วโมงก่อน คิบอมทอดสายตามองไปยังภาพรอบๆตัว เนิ่นนาน ราวกับว่าจะต้องการเก็บภาพความทรงจำต่างๆทั้งหมดเอาไว้ ก่อนที่จะหยุดนิ่ง นิ่งและนิ่ง

 

 

 

 

 

 

 

 

“ขอบคุณมากครับ ผมฝากด้วยนะฮะ”

คิมคิบอมโค้งตัวลงแสดงความขอบคุณอย่างสูง ก่อนที่จะกระชับกระเป๋าเป้ใบโปรดที่สะพายไว้บนไหล่ข้างหนึ่งให้เข้าที่ ก่อนจะค่อยๆหันหลังเดินจากไป

 

 

 

 

 

 

 

 

G A Z E . . .

 

 

 

 

 

 

 

 

 “ชั้นให้เวลานายสิบห้านาที มาหาชั้นที่บ้าน”

ทงเฮกดตัดสายไปบนปุ่มสีแดงบนเครื่องมือสื่อสารรุ่นล่าสุดที่เพิ่งจะซื้อมาเมื่อวันก่อน ก่อนที่จะโยนมันลงไปบนเบาะโซฟาข้างๆตัวอย่างไม่ใส่ใจนัก

 

 

 

สายตาหวานเฉียบบรรจบลงที่หน้ากระดาษอาบมันของนิตยสารแฟชั่นเล่มโปรดที่เปิดค้างอยู่บนตัก ทงเฮกวาดตามองรูปถ่ายโฆษณาเสื้อผ้าคอลเลคชั่นใหม่ในซีซั่นนี้ครั้งหนึ่ง ก่อนจะกรีดนิ้วพลิกเปิดเปลี่ยนหน้ากระดาษไปอย่างไม่รีบเร่งนัก

 

 

 

สายลมที่พัดเอื่อยๆผ่านหน้าต่างบานโต กับช่องประตูที่ถูกเปิดกว้างเอาไว้พัดโชยเอาอากาศเย็นๆเข้ามาภายในตัวบ้านหลังใหญ่ ทำให้ภายในตัวบ้านไม่ถึงกับอับลมหรือร้อนเกินไป

 

 

 

“คุณหนูคะ ผ้าพันคอที่ให้ไปหยิบมาค่ะ”

 

 

 

“ขอบคุณฮะ”

ทงเฮรับเอาผ้าพันคอผืนหนาที่ถูกหยิบยื่นมาตรงหน้านั้นมาถือไว้ ก่อนจะบรรจงพันมันรอบลำคอระหงเพื่อคลายความหนาวจากลมแรงๆในวันนี้

 

 

 

“มาเร็วดีนี่”

คุณหนูคนเล็กเอ่ยขึ้นอย่างลอยๆหลังจากกระชับผ้าพันคอบนลำคอจนเสร็จเรียบร้อย

 

 

 

“สิบสี่นาที”

“เร่งให้มาเร็วขนาดนี้อยากได้อะไรครับ คุณหนู”

ร่างสูงโปร่งของโจคยูฮยอนยังคงหอบถี่ๆจากอาการรีบเร่งในขณะที่เอ่ยถามคุณหนูคนสวยที่นั่งสบายๆอยู่บนโซฟา ไม่ได้มีท่าทีรีบร้อนอะไร

 

 

 

“ชั้นอยากช้อปปิ้ง”

“ไปช่วยถือของหน่อย”

ทงเฮหยิบกระเป๋าที่วางอยู่ข้างตัวมาถือไว้ แล้วลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง ก่อนจะก้าวเร็วๆผ่านคยูฮยอนออกไปทางประตูบานกว้างตรงหน้าบ้าน

 

 

 

“ทงเฮ ทงเฮใจอ่อนแล้วใช่มั้ย”

คยูฮยอนรีบก้าวเร็วตามคนตัวเล็กออกไปทางหน้าบ้านพลางเอ่ยถามไม่หยุดปาก

 

 

 

“ไปช่วยถือของน่ะ เข้าใจมั้ย”

ทงเฮเอ่ยตอบเสียงเรียบ ก่อนที่จะนั่งลงบนเบาะรถยนต์คันหรูตรงที่นั่งด้านหลังแล้วปิดประตูใส่หน้าร่างโปร่งที่เดินตามมาติดๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“นี่ มองอะไรอยู่น่ะ เอาไปถือสิ”

ทงเฮมองตามสายตาอดีตคนรักไปจบลงที่กลุ่มเด็กสาวที่ดูแล้วไม่น่าจะเกินวัยมัธยมต้น หรืออย่างมากก็มัธยมปลาย แต่ช่างแต่งตัวล่อแหลมเกินวัย แล้วมันก็คงไม่รอดพ้นสายตาหมาป่าสุดเจ้าชู้อย่างคยูฮยอนไปได้แน่ๆ

 

 

 

ทงเฮหยุดยืนมองก่อนจะส่งถุงกระดาษอีกสามใบไปให้ร่างสูงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวยาวตรงหน้าร้าน ก็เป้นเสียอย่างนี้ล่ะนะ โจคยูฮยอน ใครเค้าจะไปทนนายได้กันล่ะ

 

 

 

“ผมเปล่ามองนะ ทงเฮ ผมเลิกเจ้าชู้แล้วจริงๆ”

คยูฮยอนรับเอาถุงจากมือทงเฮมาถือรวมกับถุงกระดาษอีกหลายใบ พร้อมกับเอ่ยแก้ตัวอย่างรุกรี้รุกลน

 

 

 

“มันก็เรื่องของนายนี่”

“ลุกขึ้นได้แล้ว”

 

 

 

“โถ่ทงเฮ ยังจะซื้ออีกหรอ”

 

 

 

“แล้วทำไม”

“ชั้นจะซื้ออีกแล้วนายจะทำไม”

 

 

 

สิ้นคำนั้นของทงเฮ คยูฮยอนก็ทำได้เพียงแค่ยักไหล่แรงๆครึ่งหนึ่ง แล้วออกเดินตามทงเฮคนสวยเข้าออกร้านนู้นร้านนี้ต่ออย่างไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกเหนื่อย หรือมีอาการเมื่อยล้าแต่อย่างใด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รองเท้า หนังมันปลาบที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าในขณะที่ทงเฮกำลังนั่งลองรองเท้าแบรนด์หรู ภายในตัวร้านนั้นทำให้คนสวยจำต้องช้อนสายตาขึ้นมองอย่างช่วยไม่ได้ ทงเฮไล่มองตั้งแต่รองเท้าหนังสีดำขัดจนขึ้นเงา กางเกงตัวสวยที่ดูเข้ากับรูปร่างของผู้สวมใส่อย่างพอเหมาะพอดี เสื้อเชิร์ตสีดำสนิทที่ปลดกระดุมด้านบนออกสองสามเม็ด จนมาหยุดลงที่ใบหน้าหล่อคมที่แสนจะคุ้นเคย

 

 

 

“คยูฮยอน ไปกันเถอะ ชั้นไม่เอาแล้ว”

ร่างบอบบางลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงแล้วเดินเบี่ยงตัวผ่านร่างสูงที่ยืนขวางอยู่ตรงหน้าไปหาคยูฮยอนที่ยืนรออยู่ห่างออกไป

 

 

 

“อ้าว ทำไมล่ะ ทงเฮชอบไม่ใช่หรอ”

ร่างโปร่งเอ่ยถามอย่างแปลกใจ ก็เมื่อกี้คนสวยแทบจะวิ่งรี่เข้าไปในร้าน เพราะรองเท้าคู่ที่สวยถูกใจ

 

 

 

“อืม ชอบ แต่ไม่มีอารมณ์ซื้อแล้ว กลับบ้านกันเถอะ”

มือเล็กคว้าเอาข้อมือแกร่งของอดีตคนรักมาจับไว้ แล้วออกแรงรั้งให้คนตัวสูงกว่าเริ่มออกเดิน โดยที่ไม่ได้หันกลับไปมองอีกคนที่เป็นต้นเหตุให้ต้องเดินออกมาจากร้านแบบนี้เลยแม้แต่น้อย

 

 

 

“อีทงเฮ!!

เสียงทุ้มที่เอ่ยเรียกด้วยเสียงไม่เบานักจากทางด้านหลังทำให้ทั้งคยูฮยอนและทงเฮหยุดเดินในทันที

 

 

 

ทงเฮนิ่งเฉย ในขณะที่คยูฮยอนหันกลับไปมองผู้ที่เอ่ยเรียกคนตัวเล็กนั้นครั้งหนึ่ง ก่อนจะมองหน้าร่างสูงนั้นที มองหน้าทงเฮทีอย่างไม่เข้าใจ

 

 

 

“อีทงเฮ”

เสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามาในทุกขณะพร้อมกับเสียงเรียกซ้ำนั้นทำให้ทงเฮเหลือกตาโตขึ้น

 

 

 

“โจคยูฮยอน จะไปมั้ย ถ้าไม่ไปชั้นจะกลับคนเดียวแล้วนะ”

ไม่ทันสิ้นเสียง เมื่อทงเฮเอ่ยบอกจบประโยค อุ้งมืออุ่นๆก็รวบเอาข้อมือเล็กๆของทงเฮเอาไว้แน่น แล้วจับจูงให้เริ่มออกเดินอย่างรีบเร่ง

 

 

 

แผ่นหลังที่ดูบอบบางของคนที่คุ้นเคย กำลังค่อยๆห่างไกลออกไปในทุกขณะ พร้อมๆกับแผ่นหลังกว้างๆของอีกคนที่คิบอมไม่รู้จัก อาจจะทำได้แค่นี้ ยืนมองคนสองคนเดินจากออกไป

 

 

 

เท้าทั้งสองดูหนักกว่าที่เคยเป็น - คิบอมก้าวเท้าไม่ออก

มือทั้งสองข้างที่ยกขึ้นในระดับไหล่เพื่อเรียกคนที่รักสุดหัวใจถูกยกค้างเอาไว้อย่างนั้น - คิบอมขยับไม่ได้

เท่าที่ทำได้ในตอนนี้คือหยุดนิ่ง และจ้องมองทงเฮเดินจากออกไป

 

 

 

 

 

 

 

 

G A Z E . . .

 

 

 

 

 

 

 

 

เสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มเมื่อครู่เงียบเสียงลงไปได้ซักพักแล้ว ก่อนที่ทงเฮจะก้าวเท้าหนักๆเข้ามาในตัวบ้าน ตามมาด้วยคยูฮยอนที่ถือถุงกระดาษพะรุงพลังตามมา

 

 

 

“อ้าวทงเฮ ทำไมกลับมากับคยูฮยอนล่ะ”

ฮีชอลที่นั่งกดเปลี่ยนช่องรายการโทรทัศน์อันแสนน่าเบื่อไปมาภายในห้องนั่งเล่นผุดลุกขึ้น ก่อนจะเดินเร็วๆตรงมาหาน้องชายและอดีตคนรักของทงเฮ

 

 

 

“ก็ออกไปด้วยกัน จะให้กลับมากับใครล่ะฮะ”

ทงเฮขมวดคิ้วเป็นเชิงสงสัยในขณะที่ถามกลับพี่ชายคนสวย

 

 

 

“เปล่าๆ พี่ลืม”

“ทำไมวันนี้กลับเร็วจัง ไหนดูซิ ได้อะไรมาบ้าง”

 

 

 

“วันนี้พี่ฮันกยองไม่มาหรอฮะ”

ทงเฮไม่ตอบ หากแต่เอ่ยถามเปลี่ยนเรื่อง

 

 

 

“ทงเฮ

ฮีชอลครางชื่อน้องชายเสียงอ่อน พลางลูบกลุ่มผมนุ่มๆของน้องชายตัวเล็กอย่างอ่อนโยน

 

 

 

“ผมไม่ได้เป็นอะไร พี่อย่ามาใช้เสียงแบบนี้นะฮะ”

สิ้นคำนั้น ทงเฮก็กระตุกมือใหญ่ๆของคยูฮยอนให้คนตัวสูงกว่าเริ่มออกเดิน แล้วก้าวหนักๆตามกันขึ้นไปบนชั้นสองของตัวบ้าน

 

 

 

 

 

 

 

 

G A Z E . . .

 

 

 

 

 

 

 

 

แสง แดดของเช้าวันใหม่ที่สว่างจ้าขึ้นโดยที่ทงเฮยังไม่ทันรู้สึกตัวนั้น ทำให้คนที่นั่งกอดเข่าซุกใบหน้าลงกับหัวเข่าทั้งสองข้างนั้นเงยหน้าขึ้นมา รับแสงแดดแรกของวัน แสงแดดสว่างจ้าคงจะเป็นสิ่งต้อนรับเข้าสู่วันใหม่อันแสนอบอุ่นสำหรับใคร หลายๆคน หากแต่สำหรับทงเฮที่ยังไม่ได้หลับลงเลยแม้ซักนาทีกลับทำให้รู้สึกหดหู่มาก ขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว

 

 

เสียงนกร้อง เสียงคนพูดคุยกันในยามเช้าทำให้ทงเฮเริ่มขยับตัว ยังคงอยู่ในชุดชุดเดิม และแทบจะไม่ได้ขยับตัวลุกไปไหนเลยด้วยซ้ำ ตั้งแต่ไล่คยูฮยอนกลับไปเมื่อเย็นวาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

น้ำสี น้ำตาลเข้มเกือบดำที่ร้อนจัดจนทำให้ควันสีขาวขุ่นพวยพุ่งออกมาในทุกทิศทุก ทางค่อยๆไหลลงจากต้นกำเนิดลงไปสู่แก้วใสใสที่ตั้งรองรับเอาไว้เบื้องล่าง กาแฟหอมกรุ่นไหลลงไปรวมตัวกันในภาชนะแก้วใส ก่อนที่มันจะถูกเทลงไปรวมกับส่วนผสมอื่นๆเกิดเป็นกาแฟรสเลิศที่ทั้งหอมกรุ่น และหอมหวานชวนดื่ม

 

 

 

 

กริ๊ง

เสียงกระดิ่งหน้าร้านที่ดังขึ้นทำให้เจ้าของร้านอย่างทงเฮเงยหน้าขึ้นจากการชงกาแฟที่กำลังขมักเขม้นทำอยู่ แล้วหันไปมองผู้มาใหม่ที่มาเยี่ยมเยียนตั้งแต่เช้าตรู่แบบนี้

 

 

 

“มาทำอะไรที่นี่”

คำถามที่ถูกเอื้อนเอ่ยไม่ใช่ของทงเฮ หากแต่เป็นของผู้มาใหม่ที่เอ่ยถามพร้อมกับก้าวเร็วๆมาหยุดยืนตรงหน้าเคาน์เตอร์ที่มีคนตัวเล็กยืนอยู่

 

 

 

“ก็ร้านของเรา ทำไมจะมาไม่ได้”

 

 

 

“ทงเฮ ร้านกาแฟน่าจะมีหนังสือบ้างนะ”

ผู้มาใหม่เอ่ยบอก พลางลอบมองไปรอบๆตัว

 

 

 

“ไม่เห็นเกี่ยว”

ทงเฮ ตอบทั้งที่ยังคงไม่เข้าใจในประโยคแนะนำของอีกฝ่าย ก่อนที่ร่างบอบบางในชุดผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลที่คาดทับเสื้อเชิร์ตสีขาว กางเกงสีดำตัวสวยเอาไว้นั้นจะเดินเร็วๆไปยังโต๊ะตัวเล็กตรงส่วนหน้าร้าน เพื่อเสิร์ฟกาแฟ

 

 

 

“ทงเฮครับ”

 

 

 

“มาที่นี่ทำไม มาที่โซลทำไม คิมคิบอม”

ทงเฮที่เพิ่งเดินกลับมาจนถึงเคาน์เตอร์ชงกาแฟตรงส่วนในของตัวร้นเอ่ยถามคิบอมเสียงแข็งพลางจ้องมองตรงไปยังดวงตาคมๆของคนตัวสูง

 

 

 

“ผมมารับคนของผม”

“ผมมารับภรรยาของผม”

คิบอมรวบเอาเอวเล็กของทงเฮเข้าไว้ในอ้อมกอด แล้วสวมกอดคนตัวเล็กแน่นจากทางด้านหลัง โครงหน้าได้รูปวางลงบนบ่าเล็กๆ

 

 

 

“เราไม่เหมาะกันหรอก คิบอม”

“นายชอบความสงบ ส่วนเราชอบความเจริญ”

ทงเฮยืนนิ่งๆในขณะที่เอ่ยพูดเสียงเรียบๆ

 

 

 

“แต่ผมรักคุณ และคุณก็รักผม”

“แค่นี้พอจะทำให้เราเข้ากันได้บ้างมั้ย ทงเฮ”

แขนยาวๆที่โอบล้อมเอวของทงเฮอยู่นั้นกระชับแน่นเข้ามากกว่าเดิมในยามที่คิบอมเอ่ยคำรัก

 

 

 

ร่างบอบบางของทงเฮสั่นนิดๆหลังจากที่คิบอมเอ่ยบอก หากแต่ไร้ซึ่งคำพูดใดใดที่ออกมาจากปากบางๆนั้น คิบอมบรรจงกดจูบลงไปบนลำคอระหงจากทางด้านหลังครั้งหนึ่ง แล้วจึงเอ่ยพูดต่อ

 

 

 

“ไปอยู่ด้วยกันนะครับ”

 

 

 

 

 

 

 

 

G A Z E . . .

 

 

 

 

 

 

 

 

“นายเป็นใครกันแน่น่ะ คิมคิบอม”

ทงเฮเอ่ยถามขึ้นแทบจะในทันทีที่ประตูห้องคอนโดบนตึกสูงระฟ้าชั้นบนสุดถูกเปิดออก เผยให้เห็นความกว้างขวางและการจัดตกแต่งเป็นสไตล์โมเดิร์นหรูหรา

 

 

 

“ผมก็เป็นเจ้าของร้านหนังสือเล็กๆในชนบทน่ะสิ”

คิบอมตอบเสียงเรียบก่อนที่จะจูงมือคนตัวเล็กพาเดินลึกเข้าไปในตัวห้อง

 

 

 

“มองผ่านหน้าต่างออกไป ทงเฮจะเห็นตึกสูงตรงนี้”

คิบอมเปิดผ้าม่านทึบแสงที่บดบังทัศนียภาพของทิวทัศน์ภายนอกออก เผยให้เห็นตึกสูงนับสิบที่ถูกสร้างขึ้นติดๆกันในย่านธุรกิจใจกลางเมืองแบบนี้

 

 

 

“ที่นี่มีน้ำอุ่น มีโทรทัศน์ มีไวร์เลสดินเตอร์เน็ต มีเตียงนุ่มๆ

“แล้วก็มีความรัก ของผม”

คิบอมจ้องมองลึกลงไปในดวงตาคู่ใสของทงเฮในยามที่เอ่ยบอกไปเรื่อยๆ

 

 

 

“คิบอม

ทงเฮครางเรียกชื่อคนรักที่ยืนอยู่ตรงหน้า ขอบตาล่างเริ่มร้อนขึ้นทุกทีๆ และก่อนที่น้ำในตาจะสะสมเพิ่มมากขึ้นจนเริ่มไหลลงมาบนใบหน้า ทงเฮก็โผเข้ากอดร่างสูงตรงหน้าอย่างโหยหา

 

 

 

ทุกๆรายละเอียด ทุกๆความสนใจ และทุกๆอย่างเกี่ยวกับทงเฮ คิบอมจดจำมันได้ทั้งหมด

 

 

 

ความเปียกชื้นที่ค่อยๆแผ่ซึมผ่านเสื้อตัวบางของคิบอมไปสัมผัสผิวกายบ่งบอกว่าทงเฮกำลังร้องไห้ คิบอมประคองร่างของคนรักให้ผละออกห่าง แล้วบรรจงไล้ปลายนิ้วเช็ดคราบน้ำตาที่เปรอะทั่วใบหน้านั้นให้หมดไป

 

 

 

ริมฝีปากร้อนๆค่อยๆบรรจงประกบลงที่กลีบปากสีสดของทงเฮ คิบอมแทะเล็มไปตามแนวขอบริมฝีปากจนครบทั้งบนและล่าง ก่อนจะออกแรงดูดเม้มแรงๆลงไปบนกลีบปากอ่อนนุ่ม แล้วสอดแทรกเรียวลิ้นผ่านเข้าไปในโพรงปากเล็ก

 

 

 

เชื่องช้า เนิบนาบ หากแต่เปี่ยมไปด้วยความหมาย

 

 

 

ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้ไปบนแผ่นหลังจากที่เคยหยุดนิ่ง แผ่นหลังเปลือยเปล่าภายใต้เสื้อเชิร์ตนั้นช่างเรียบเนียนและน่าสัมผัส คิบอมไล้ไปตามแนวข้างลำตัวทั้งสองข้าง แล้วหยุดวางมือลงตรงสะโพกอวบนั้น

 

 

 

เกาะเกี่ยว เกี่ยวพัน

 

 

 

ลิ้นทั้งสองตวัดรับกันไปมาภายในโพรงปากที่เชื่อมต่อกันอยู่ น้ำใสใสของทั้งสองคนผสมปนเปกันไปจนไม่อาจแยกจากกัน เสียงแรงดูดเม้ม สลับกับเสียงหอบหายใจเบาๆดังขึ้นไม่ได้หยุด

 

 

 

และก่อนที่ทงเฮจะได้ทันรู้ตัว แผ่นหลังบอบบางที่ในตอนนี้เปลือยเปล่า ก็สัมผัสกับผ้าปูที่นอนเย็นเฉียบบนเตียงนุ่มๆเสียแล้ว

 

 

 

“ผมรักทงเฮนะครับ”

 

 

 

 

 

 

 

 

G A Z E . . .

 

 

 

 

 

 

 

 

“คิมฮีชอล นายกำลังทำอะไรอยู่น่ะ ทำไมถึงยอมยกทงเฮให้คิบอมง่ายๆแบบนี้”

ฮันกยองที่เพิ่งจะเดินเข้ามาถึงห้องทานอาหารเอ่ยถามคนรักเสียงแข็ง

 

 

 

“ก็ไม่มีอะไรเสียหายนี่”

นิ้วเรียวยาวประคองถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้งหลังจากที่เอ่ยตอบฮันกยองไป

 

 

 

“คิมฮีชอล

ฮันกยองเรียกคนรักเสียงเข้ม ในขณะที่นั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่อยู่ตรงข้าม

 

 

 

“ลูกชายคนเดียวของKกรุ๊ป ที่กำลังมีอิทธิพลสูงสุดในวงการธุรกิจครบวงจรตอนนี้”

 

 

 

 

 

 

“แต่นั่นอาจจะไม่สำคัญเท่าความจริงที่ว่า คิบอมรักทงเฮมากเสียจนยอมละทิ้งความชอบของตัวเอง”

“ชั้นคิดว่าคิบอมจะดูแลตัวเล็กได้นะ ฮันกยอง”

 

 

 

 

 

 

 

 

G A Z E . . .

 

 

 

 

 

 

 

 

เช้า วันนี้สดใสกว่าทุกวัน ร้านกาแฟเล็กๆที่ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจดูคึกคักมากกว่าทุกวัน เจ้าของร้านคนสวยกำลังช่วยคนรักจัดเรียงหนังสือบนชั้นที่ถูกนำมาตั้งไว้มุม หนึ่งของร้าน ลูกจ้างคนสนิทสองคนกำลังชงกาแฟอยู่หลังเคาน์เตอร์ตรงด้านในของร้าน ในขณะที่อีกหนึ่งคนกำลังยกกาแฟหอมกรุ่นไปเสิร์ฟลูกค้าที่นั่งอยู่ริม หน้าต่างกระจกตรงหน้าร้าน

 

 

 

บรรยากาศอุ่นๆของร้านกาแฟในวันนี้เจือเอาไว้ด้วยความสดใสและมีชีวิตชีวา รอยยิ้มของเจ้าของร้านคนสวยที่หาดูได้ยากยิ่งในช่วงเดือนที่ผ่านมากลับมาเผยให้เห็นอีกครั้ง เสียงหัวเราะเบาๆสลับกับจังหวะการกระซิบพูดคุยกันของคนรักนั้นช่างชวนให้มอง และเรียกรอยยิ้มให้กับผู้พบเห็นได้ไม่น้อยเลย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลัง เคาน์เตอร์ที่สูงระดับเอว ร่างของทงเฮที่กำลังนั่งสบายๆบนตักของคนรักพิงแอบไปกับแผงอกแข็งแรง พลางจ้องมองไปยังหนังสือเล่มหนาที่อยู่ในมือของเจ้าของตักอุ่นๆนั้น เสียงกระซิบบวกกับลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดต้นคอของทงเฮเรียกรอยยิ้มและ เสียงหัวเราะให้กับคนตัวเล็กได้ไม่หยุดหย่อน

 

 

 

คิบอมทำให้ทงเฮที่เกลียดหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ เพราะเอาแต่คิดว่าที่คุณคิมไม่ค่อยมีเวลาให้ก็เพราะมัวแต่หมกตัวอยู่กับหนังสือกองโตภายในห้องหนังสือนั้น กลับมาชอบอ่านหนังสืออีกครั้ง

 

 

 

คิบอมทำให้ทงเฮเข้าใจพ่อและพี่ชาย ถึงความรักที่ทั้งสองคนมีให้ช่างมากมาย ทั้งๆที่ทงเฮเป็นแค่เด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงก็ตาม

 

 

 

และคิบอมทำให้ทงเฮเข้าใจถึงความรักที่แท้จริง ที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้ ไม่ว่ามันจะยากสักแค่ไหนก็ตาม

 

 

 

 

 

 

 

 

ดวงตาคมจ้องมองภาพตรงหน้าผ่านทางกระจกใสใสหน้าร้าน การพูดคุย กระซิบกระซาบกัน หรือแม้แต่ในยามที่คนรักสองคนมอบจุมพิตให้กันและกันเบื้องหลังหนังสือเล่มหนาที่ถูกยกขึ้นมาบดบังนั้น ก็ทำให้หัวใจของคนที่จ้องมองสั่นไหว โจคยูฮยอนค่อยๆเบนสายตาออกจากภาพตรงหน้านั้น ก่อนที่จะก้าวเดินออกไป

 

 

 

 

 

 

 

 

… The End …

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Talk :: มีข้ออ้างมากมายกับการมาอัพช้าของตอนจบตอนนี้

เรื่องแรกและเรื่องหลักคือ เปิดเทอมแล้ว ย้ายเข้าหอ(อีกแล้ว) ชีวิตเด็กปีสี่ช่างน่าสงสารอ่ะ เมื่อไหร่จะเรียนจบหนอ (ได้ข่าวว่าอีกสามปี เฮ่ออ)

อยู่ที่หอสมองไม่แล่นเลย มันยากแสนยากกับการเริ่มพิมพ์ฟิกซักประโยค

 

 

 

ฟิกตอนนี้ยิ่งพิมพ์ไป พลอตยิ่งเปลี่ยน ยิ่งพิมพ์ไป ยิ่งยาว ยิ่งพิมพ์ไป ยิ่งอยากยืดออกไปอีก

แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นเมื่อไหร่มันจะจบนะ

 

 

 

รู้สึกดีที่มีคนทวง ไม่ได้รำคาญนะ ชอบด้วยอ่ะ ><

 

 

เรื่องต่อไปจะมาเมื่อไหร่ ไม่รู้

แต่อยากแต่งฟิกวันเกิดตัวเอง  

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ฮัลโหลว วว ~~ พี่นิก
จำหนูได้ป่ะ ? บิ๊ว.. ที่ไปถามลิ้งฟิกเด็กดีในเอ็มอ่ะ ?

เพิ่งเห็นลิ้งเอ๊กทีนของพี่นิกจากพี่คนนึง คึคึ
หนูตามฟิกพี่นิกในนี้ละกัน ^^

อ่า,, พี่เปิดเทอมแล้วง
สู้ๆนะคะ คุณหมอลี~ question


ปล. พี่นิกใส่โค้ดของ sticube ไงอ่ะ T T
หนูมีโค้ดแต่ใส่ไม่เป็น ~~

#1 By BAHTEATUT☆ on 2009-04-11 18:06