[FIC] Ice Breaker 2
posted on 03 Oct 2008 00:14 by borimaxii in IceBreaker
Ice Breaker
KiHae ,,, KyuMin
By borin
Second*
“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ ซองมิน”
ใบหน้าหวานของซองมินที่เพิ่งจะเดินกลับเข้ามาคงจะหงิกมู่ทู่เสียจนเพื่อนรัก อีกสองคนที่ใช้ให้ไปปรินท์งานที่ร้านเมื่อครู่ที่กำลังนั่งเล่นเกมใน คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คอย่างสนุกสนานถึงได้หันมาสนใจคนที่เดินมาใหม่อย่างซองมิ นได้
“ก็ไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้ไม่ดูตาม้าตาเรือเดินมาชนเราแล้วก็หนีไปน่ะสิ โอ๊ยยย”
ซองมินเล่าให้ซีวอนที่เอ่ยถามฟังอย่างใส่อารมณ์พลางหย่อนตัวกระแทกลง นั่งบนม้าหินตัวเดิมเต็มแรง ก่อนที่เสียงใสใสนั้นจะแปรเปลี่ยนไปเป็นเสียงร้องอย่างเจ็บปวดแทน มือเล็กประคองสะโพกอวบไว้ พลางทำหน้าเหยเกแสดงความเจ็บปวด
“แล้วส่งงานเรียบร้อยแล้วหรือไง”
ซีวอนหยุดมือที่กำลังกดรัวแป้นคีย์บอร์ดอย่างเอาเป็นเอาตายแล้วหันหน้า มาสนใจเพื่อนรักตัวเล็กที่กำลังส่งเสียงโอดโอยไม่หยุดอยู่บนม้าหินที่นั่ง ข้างๆ
“ห่วงแต่งานนะ เพื่อนน่ะห่วงบ้างมั้ย”
“ห่วงไปทำไม นายถึกจะตาย”
เสียงหัวเราะอย่างสะใจสองเสียงดังขึ้นหลังจากที่จบประโยคนั้นของคิบอม ซองมินส่งสายตาอาฆาตแค้นไปให้เพื่อนรักทั้งสองที่เอาแต่นั่งหัวเราะ ก่อนจะหยิบเอากระเป๋าสะพายสีหวานขึ้นมาพาดไว้บนบ่า แล้วรวบหนังสือสองสามเล่มที่เป็นของตัวเองขึ้นมาถือเตรียมไว้
“จะไปไหนน่ะ ซองมิน”
“ไปเรียนไง บ่ายโมงแล้ว จะไม่เข้ากันรึไง”
จบคำนั้น ซองมินที่ยืนเตรียมตัวพร้อมอยู่ตั้งแต่เมื่อครู่ก็เริ่มออกเดินไปโดยไม่ใส่ ใจเพื่อนรักอีกสองคนที่ยังไม่ได้เก็บของที่วางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะอีก
**
“เหนื่อยเป็นบ้าเลยว่ะ”
ทงเฮที่เพิ่งจะหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ของโต๊ะเลคเชอร์ตรงแถวหน้าสุดของ ห้องเรียนวิชาโปรดนั่งบ่นไปพลางหอบไปพลาง มือเล็กพัดโบกไปมาตรงใบหน้าหวานที่กำลังขึ้นสีแดงระเรื่อจากอุณหภูมิร่างกาย ที่เพิ่มสูงขึ้น
“จะรีบอะไรนักหนาของแกวะ อาจารย์ก็ยังไม่มาซักหน่อย”
คยูฮยอนที่นั่งอยู่ข้างๆทงเฮลูบข้อมือตัวเองที่ในตอนนี้ขึ้นสีแดงช้ำ ด้วยแรงฉุดกระชากลากถูของเพื่อนรักตัวดี ... ให้ตายเถอะ ตัวเล็กแค่นี้แรงเยอะเป็นบ้าเลยคนอะไร
“ก็รีบมาจองที่นั่งหน้าสุดไง ขืนมาช้าก็อดน่ะสิ”
ใบหน้าหวานสวยฉายรอยยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจพลางพูดอธิบายตอบเพื่อนที่เอาแต่นั่งหน้ามุ่ยลูบข้อมือตัวเองอยู่ข้างๆ
“เมื่อกี้นี้ชนคนล้มไปตั้งหลายคน แกก็นะลากอยู่ได้”
“หรอ”
ออกปากถามไปเสียอย่างนั้น หากแต่ทงเฮก็ไม่ได้มีทีท่าเดือดร้อนอะไรมากมายอย่างคำพูด มือเล็กจัดแจงรูดซิปเปิดกระเป๋าใบโปรดจนกว้าง แล้วล้วงหาอุปกรณ์เครื่องเขียนที่โกยๆใส่มาอย่างไม่เป็นระเบียบ ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะตัวเล็กตรงหน้าเพื่อเตรียมเรียน
ไม่นานนักอาจารย์ประจำวิชาก็เริ่มบรรยายบทเรียนประกอบการฉายสไลด์บนจอ โปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่ตรงหน้าห้อง ใบหน้าหวานของทงเฮที่ในตอนนี้มีแว่นสายตากรอบดำประดับอยู่พยักหน้าเป็นครั้ง คราวเพื่อแสดงความเข้าใจในบทเรียนที่กำลังตั้งอกตั้งใจฟัง นิ้วเรียวที่ประคองปากกาสีสดใสด้ามโปรดขยับเขียนไปมาบนกระดาษสมุดสีขาวสะอาด ตาที่วางอยู่บนโต๊ะตัวเล็กเบื้องหน้าเพื่อจดรายละเอียดที่น่าสนใจ ในขณะที่ทงเฮกำลังตั้งอกตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ เพื่อนซี้ตัวสูงที่นั่งอยู่เคียงข้างกันกลับเพ่งมองไปที่นาฬิกาสายหนังเรือน สวยบนข้อมือข้างซ้าย ที่เข็มของมันราวกับว่าหยุดเดินไปแล้ว คยูฮยอนนั่งสวดภาวนาในใจให้คาบวิชาแสนน่าเบื่อนี้จบลงไปเสียที
เสียงลากปากกาแกรกๆดูเหมือนจะเป็นเพียงเสียงเสียงเดียวที่นักศึกษานับ ร้อยคนในห้องเลคเชอร์กล้าส่งออกมา อาจารย์วัยใกล้เกษียณประจำวิชาเอ่ยอธิบายหลักการยากแก่การเข้าใจ คยูฮยอนเหลือบมองเพื่อนรักที่นั่งพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจในทุกๆ เรื่องอย่างกับว่าถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้ซะอย่างงั้นแหละ อุณหภูมิในห้องเรียนในตอนนี้หนาวจัดจากการทำงานของเครื่องปรับอากาศทีเป็นไป อย่างดีเยี่ยม ทำให้ผิวกายของคนที่นั่งอยู่ตรงช่องแอร์อย่างคยูฮยอนสั่นสะท้าน
หนาวๆอย่างนี้ ... ออกไปยืนสูบบุหรี่ซักมวนแก้หนาวก็คงจะดี
“ทงเฮ”
คยูฮยอนเอ่ยบอกชิดใบหูเพื่อนรักที่กำลังเพ่งมองไปยังจอโปรเจคเตอร์หน้าห้องด้วยเสียงที่ไม่ดังมากไปกว่าเสียงกระซิบ
“หือ?”
ทงเฮครางรับในลำคอแทนการเอ่ยถาม ดวงตาคูสวยยังคงจ้องมองไปยังหน้าห้องเรียนไม่เปลี่ยนแปลง มือเล็กขยับจดรายละเอียดเนื้อหาสำคัญที่อาจารย์เพิ่งจะกล่าวเน้นลงไปในสมุด ตรงหน้าพลางเงี่ยหูรอรับฟังคำของเพื่อนรัก
“เดี๋ยวมานะ”
คยูฮยอนเอ่ยบอกทงเฮแล้วขยับตัวลุกยืนขึ้น โค้งเป็นการให้เกียรติอาจารย์ผู้สอนครั้งหนึ่งแล้วเดินเร็วๆออกไปทางประตู หน้าห้องเรียน โดยที่ไม่ได้หยิบข้าวของอะไรติดตัวไปเลยแม้แต่อย่างเดียว
บ่ายแก่ๆ ... คาบเรียนอันยาวนานในวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว อีทงเฮซึ่งเป็นนักศึกษาเพียงแค่ไม่กี่คนในห้องเลคเชอร์กว้างขวางที่ตั้งใจ เรียนไม่ได้ฟุบหลับลงไปจนหมดเวลาเรียนทยอยเก็บปากกาดินสอสองสามแท่งที่ใช้จด เมื่อครู่ลงไปในถุงดินสอสีเข้ม ก่อนจะจับมันยัดลงไปในกระเป๋าสะพายพร้อมๆกับสมุดเล่มหนา มือเล็กจับหูกระเป๋าใบโปรดที่รูดซิปปิดเรียบร้อยแล้วค้างนิ่ง ที่นั่งข้างๆยังคงว่างเปล่าหากแต่ถูกจับจองไปด้วยกระเป๋าสะพายใบใหญ่กับข้าว ของที่วางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะเลคเชอร์ตัวเล็ก ทงเฮกรอกตามองไปมาซ้ายขวาหาเจ้าเพื่อนรักที่หายตัวไปจากห้องเรียนนานกว่า ชั่วโมงแล้ว ... มันหายไปไหนของมันนะ
มือเล็กควานหาโทรศัพท์มือถือเครื่องบางเฉียบที่นอนแอ้งแม้งอยู่ก้น กระเป๋าขึ้นมาเปิดฝาพับ ก่อนจะกดปุ่มโทรด่วนหมายเลขแรกแล้วยกมันขึ้นแนบใบหู เสียงสัญญาณดังลากยาวเป็นจังหวะที่ดังลอดโทรศัพท์มานั้นดังขึ้นไปพร้อมๆกับ ที่ทำนองเพลงมีจังหวะซึ่งทงเฮจำได้แม่นว่ามันเป็นเสียงริงโทนเพลงโปรดของคยู ฮยอนดังขึ้นมาจากในกระเป๋าคู่ใจของเจ้าเพื่อนรักที่วางอยู่บนเก้าอี้ตัว ข้างๆนี้เอง ทงเฮกดปิดฝาพับโทรศัพท์ในมือ พลางกรอกตามองไปรอบๆตัวสองสามรอบแล้วจึงจัดการเก็บข้าวของของคยูฮยอนลง กระเป๋า แล้วยกกระเป๋าทั้งสองใบนั้นขึ้นพาดบ่าเดินออกจากห้องเรียนว่างเปล่าไปเป็นคน สุดท้าย
**
ดวงตาคมเข้มเหม่อมองไปรอบๆตัวอย่างไร้จุดหมาย ก่อนที่มันจะหยุดลงที่ผนังฉาบปูนโล่งๆของห้องเรียนว่างเปล่าที่อยู่ตรงหน้า แท่งบุหรี่ที่ถือค้างอยู่ในมือถูกยกขึ้นสูบครั้งแล้วครั้งเล่าสลับกับการพ่น ควันสีเทาร้อนๆออกมาทางปาก คยูฮยอนกำลังครุ่นคิด ... คิ้วได้รูปทั้งสองที่ขมวดเข้าหากันแน่นนั้นเป็นตัวบ่งบอกได้เป็นอย่างดี สายลมเย็นๆพัดผ่านจากทางด้านหลังที่ว่างเปล่าไม่ได้มีกำลังขวางกั้น หากแต่สายลมเย็นๆนั้นไม่ได้ทำให้คยูฮยอนรู้สึกผ่อนคลายใจลงได้เลยแม้แต่น้อย
เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นเรื่อยๆเป็นจังหวะตามการก้าวเดินเรียกความสนใจของคน ที่ยืนสูบบุหรี่พิงขอบระเบียงตรงทางเดินได้เป็นอย่างดี ทางเดินบนตึกในชั้นนี้ค่อนข้างเงียบ และตั้งแต่ที่คยูฮยอนยืนอยู่ตรงนี้ก็ยังไม่มีใครเดินผ่านไปมาซักคน ... เสียงฝีเท้าเงียบลงไปแล้ว พร้อมกับการปรากฏตัวขึ้นของอีทงเฮ ที่เพิ่งจะเดินเลี้ยวตรงมุมระเบียงมายืนตรงหน้าเพื่อนรัก
“เจ็บนะเว่ย”
แรงกระแทกไม่เบานักที่เป็นผลจากการเหวี่ยงกระเป๋าใบหนักลงไปกระแทกสี ข้างของคยูฮยอนส่งผลให้ร่างโปร่งส่งเสียงบ่นพลางเหลือกตาใส่คนตัวเล็กตรง หน้า
“ออกมาทำอะไรตั้งนาน มือถือก็ไม่เอาออกมา”
ใบหน้าหวานของทงเฮหงิกงอยามที่เอ่ยถามคยูฮยอน ไรผมเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อจากการที่ต้องเดินตามหาเพื่อนรักตัวดีที่เกิดหายตัวไปดื้อๆ
“นี่เลิกเรียนแล้วหรอ”
คยูฮยอนรับเอากระเป๋าเจ้ากรรมใบนั้นมาสะพายไว้บนไหล่ตัวเองก่อนที่จะยกข้อมือขึ้นเพื่อดูเวลาจากนาฬิกาเรือนโปรด
“ใช่สิ เลิกตั้งนานแล้วด้วย”
“งั้นก็กลับบ้านกัน”
บุหรี่มวนที่ถือค้างอยู่ในมือถูกยกขึ้นสูบอีกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่คยูฮยอนจะกดบี้มันลงไปที่ขอบถังขยะ มือใหญ่กระชับสายกระเป๋าบนไหล่ก่อนจะยกแขนขึ้นพาดบนบ่าแคบของทงเฮแล้วบังคับ ให้เริ่มออกเดินไปพร้อมๆกัน
ทั้งๆที่ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก หากแต่สีหน้าครุ่นคิดของคยูฮยอนเมื่อครุ่ก็ทำให้ทงเฮเงียบเสียงหยุดความ สงสัยนั้นลง ไม่ได้เอ่ยถามอะไรอีก ก่อนที่จะแยกกับคยูฮยอนตรงหน้าตึกคณะนั่นเอง
**
“กลับก่อนนะ”
ในทันทีที่อาจารย์ประจำวิชาเดินออกจากห้องไป ซองมินที่เก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ผุดลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง แล้วเอ่ยบอกลาเพื่อนอีกสองคนที่เหมือนกับว่าเพิ่งจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นเมื่อ ครู่นี้เอง
“อ้าว ไหนบอกว่าจะไปกินข้าวเย็นด้วยกันไง วันนี้ซีวอนมันจะเลี้ยงนะ”
คิบอมที่ได้สติตื่นจนเต็มที่แล้วเลิกคิ้วขึ้นสูงพลางเอ่ยถาม
“เฮ้ย อย่ามามั่ว ใครบอกจะเลี้ยงวะ”
“ฮ่าๆ จะเลี้ยงจริงหรอ แต่วันนี้เราติดธุระจริงๆ ยังไงก็ไปไม่ได้”
ซองมินเอ่ยถามพลางหัวเราะเบาๆ ก็เท่าที่จำได้ ซีวอนยังไม่ได้บอกซักคำเลยนี่ว่าจะเลี้ยง มือบอบบางยกขึ้นโบกไวไวให้เพื่อนทั้งสองคนพลางรีบเร่งก้าวเดินออกจากห้อง เรียนไป ทิ้งความสงสัยเอาไว้ให้คิบอมกับซีวอนที่ยังคงนั่งอยู่ในห้อง
“มันมีธุระอะไรของมันวะ เมื่อเช้ายังบอกว่าว่างอยู่เลยนี่”
คิบอมที่กำลังเก็บข้าวของอุปกรณ์การเรียนที่แทบจะไม่ได้ใช้เลยในคาบเรียนเพราะมัวแต่หลับได้หลับดีลงไปในกระเป๋าเอ่ยถามอย่างข้องใจ
“กูก็ไม่รู้เหมือนกันนั่นแหละ”
“มันมีแฟนหรอ ซีวอน”
คิบอมไม่ได้ใส่ใจในคำตอบของเพื่อนรัก หนำซ้ำยังถามย้ำอีกครั้งตามการคาดเดา ... ใครกันนะ ผู้โชคร้ายที่เป็นแฟนซองมิน
**
ลมเย็นเฉียบภายในร้านอาหารโชยมาปะทะผิวกายของผู้ที่เพิ่งจะผลักเปิด ประตูกระจกตรงหน้าร้านให้เปิดออก แสงไฟสลัวๆให้บรรยากาศอุ่นๆท่ามกลางอุณหภูมิอากาศเย็นเฉียบ ในเวลาหัวค่ำแบบนี้ลูกค้ายังไม่มากนัก และก็ยังเร็วไปมากสำหรับเวลาเริ่มงานของคยูฮยอน เสียงดนตรีบรรเลงถูกเปิดคลอเบาๆเพียงเพื่อไม่ให้ภายในร้านเงียบจนเกินไปและ ก็ไม่ดังมากจนรบกวนกลบเสียงพูดคุยของผู้ที่มารับประทานอาหาร ร่างสูงโปร่งของคยูฮยอนแทรกผ่านช่องประตูเข้ามาภายในตัวร้าน ก่อนจะลดตัวนั่งลงที่โต๊ะว่างโต๊ะหนึ่งตรงมุมด้านในสุดของร้านพลางเหม่อมอง ไปเรื่อยๆ นิ้วเรียวยาวเคาะไปบนแผ่นโต๊ะไม้ตัวกว้างตามจังหวะเพลงบรรเลงที่คุ้นเคย
“อ้าว คยูฮยอน มานั่งทำอะไรตรงนี้น่ะ”
ร่างบอบบางในชุดพนักงานเสิร์ฟเสื้อเชิร์ตสีขาวพร้อมผ้ากันเปื้อนสีเข้ม ที่คาดไว้ตรงเอวบางๆเดินเข้ามาใกล้โต๊ะที่คยูฮยอนนั่งอยู่ ก่อนจะเอ่ยถามร่างโปร่งที่นั่งหลบมุมอยู่คนเดียวอย่างแปลกใจ
“พอดีวันนี้มาเร็วน่ะครับ”
“อ่า นั่นสินะ ปกติสองทุ่มกว่าๆถึงจะเห็น”
รุ่นพี่หน้าสวยส่งยิ้มกว้างไปให้คยูฮยอน นักร้องชั่วคราวประจำร้านอาหารชื่อดัง ถึงจะไม่ได้มาร้องเพลงที่นี่บ่อยๆแต่ความสามารถก็เข้าขั้น จนรุ่นพี่รุ่นน้องต่างเอ็นดูให้ความสนใจ
“เดี๋ยวจะมานั่งคุยต่อนะ พี่ขอไปเสิร์ฟไอ้นี่ก่อน”
ดวงตากลมโตของฮีชอลมองไปยังจานอาหารสองจานบนถาดพลาสติกใบใหญ่ที่ถือ ค้างอยู่ในมือพลางเอ่ยปากขอตัวแล้วเดินตรงไปยังโต๊ะที่อยู่อีกโซนของร้าน
แสงไฟสปอทไลท์ที่ฉายส่องตรงลงมายังเวทีตรงมุมหนึ่งของร้านเพิ่มความโดด เด่นให้กับร่างสูงโปร่งที่กำลังยืนอยู่หน้าไมโครโฟนตั้งพื้นตรงกลางเวทีได้ เป็นอย่างดี เสียงทุ้มนุ่มบรรเลงบทเพลงรักหวานซึ้งที่โด่งดังเป็นที่รู้จัก ใบหน้าคมแสดงอารมณ์เคลิบเคลิ้มไปตามเนื้อเพลงนั้น คยูฮยอนเปล่งเสียงร้องไปตามที่ได้ฝึกฝนมาพลางเหลือบมองผู้คนที่มาอุดหนุน ร้านอาหารย่านใจกลางเมืองในวันนี้ เสียงดนตรีบรรเลงคลอประสานไปกับเสียงร้องอันรื่นหูดำเนินไปจนถึงท้ายเพลง
ดวงไฟสว่างจ้าค่อยๆหรี่ลงเมื่อคยูฮยอนร้องจนจบเพลง พร้อมๆกับที่ดวงตาคมสังเกตเห็นร่างโปร่งที่แสนจะคุ้นตา
... ฮันคยองกลับมาแล้วจริงๆ ...
...TBC…
KiHae ,,, KyuMin
By borin
Second*
“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ ซองมิน”
ใบหน้าหวานของซองมินที่เพิ่งจะเดินกลับเข้ามาคงจะหงิกมู่ทู่เสียจนเพื่อนรัก อีกสองคนที่ใช้ให้ไปปรินท์งานที่ร้านเมื่อครู่ที่กำลังนั่งเล่นเกมใน คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คอย่างสนุกสนานถึงได้หันมาสนใจคนที่เดินมาใหม่อย่างซองมิ นได้
“ก็ไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้ไม่ดูตาม้าตาเรือเดินมาชนเราแล้วก็หนีไปน่ะสิ โอ๊ยยย”
ซองมินเล่าให้ซีวอนที่เอ่ยถามฟังอย่างใส่อารมณ์พลางหย่อนตัวกระแทกลง นั่งบนม้าหินตัวเดิมเต็มแรง ก่อนที่เสียงใสใสนั้นจะแปรเปลี่ยนไปเป็นเสียงร้องอย่างเจ็บปวดแทน มือเล็กประคองสะโพกอวบไว้ พลางทำหน้าเหยเกแสดงความเจ็บปวด
“แล้วส่งงานเรียบร้อยแล้วหรือไง”
ซีวอนหยุดมือที่กำลังกดรัวแป้นคีย์บอร์ดอย่างเอาเป็นเอาตายแล้วหันหน้า มาสนใจเพื่อนรักตัวเล็กที่กำลังส่งเสียงโอดโอยไม่หยุดอยู่บนม้าหินที่นั่ง ข้างๆ
“ห่วงแต่งานนะ เพื่อนน่ะห่วงบ้างมั้ย”
“ห่วงไปทำไม นายถึกจะตาย”
เสียงหัวเราะอย่างสะใจสองเสียงดังขึ้นหลังจากที่จบประโยคนั้นของคิบอม ซองมินส่งสายตาอาฆาตแค้นไปให้เพื่อนรักทั้งสองที่เอาแต่นั่งหัวเราะ ก่อนจะหยิบเอากระเป๋าสะพายสีหวานขึ้นมาพาดไว้บนบ่า แล้วรวบหนังสือสองสามเล่มที่เป็นของตัวเองขึ้นมาถือเตรียมไว้
“จะไปไหนน่ะ ซองมิน”
“ไปเรียนไง บ่ายโมงแล้ว จะไม่เข้ากันรึไง”
จบคำนั้น ซองมินที่ยืนเตรียมตัวพร้อมอยู่ตั้งแต่เมื่อครู่ก็เริ่มออกเดินไปโดยไม่ใส่ ใจเพื่อนรักอีกสองคนที่ยังไม่ได้เก็บของที่วางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะอีก
**
“เหนื่อยเป็นบ้าเลยว่ะ”
ทงเฮที่เพิ่งจะหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ของโต๊ะเลคเชอร์ตรงแถวหน้าสุดของ ห้องเรียนวิชาโปรดนั่งบ่นไปพลางหอบไปพลาง มือเล็กพัดโบกไปมาตรงใบหน้าหวานที่กำลังขึ้นสีแดงระเรื่อจากอุณหภูมิร่างกาย ที่เพิ่มสูงขึ้น
“จะรีบอะไรนักหนาของแกวะ อาจารย์ก็ยังไม่มาซักหน่อย”
คยูฮยอนที่นั่งอยู่ข้างๆทงเฮลูบข้อมือตัวเองที่ในตอนนี้ขึ้นสีแดงช้ำ ด้วยแรงฉุดกระชากลากถูของเพื่อนรักตัวดี ... ให้ตายเถอะ ตัวเล็กแค่นี้แรงเยอะเป็นบ้าเลยคนอะไร
“ก็รีบมาจองที่นั่งหน้าสุดไง ขืนมาช้าก็อดน่ะสิ”
ใบหน้าหวานสวยฉายรอยยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจพลางพูดอธิบายตอบเพื่อนที่เอาแต่นั่งหน้ามุ่ยลูบข้อมือตัวเองอยู่ข้างๆ
“เมื่อกี้นี้ชนคนล้มไปตั้งหลายคน แกก็นะลากอยู่ได้”
“หรอ”
ออกปากถามไปเสียอย่างนั้น หากแต่ทงเฮก็ไม่ได้มีทีท่าเดือดร้อนอะไรมากมายอย่างคำพูด มือเล็กจัดแจงรูดซิปเปิดกระเป๋าใบโปรดจนกว้าง แล้วล้วงหาอุปกรณ์เครื่องเขียนที่โกยๆใส่มาอย่างไม่เป็นระเบียบ ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะตัวเล็กตรงหน้าเพื่อเตรียมเรียน
ไม่นานนักอาจารย์ประจำวิชาก็เริ่มบรรยายบทเรียนประกอบการฉายสไลด์บนจอ โปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่ตรงหน้าห้อง ใบหน้าหวานของทงเฮที่ในตอนนี้มีแว่นสายตากรอบดำประดับอยู่พยักหน้าเป็นครั้ง คราวเพื่อแสดงความเข้าใจในบทเรียนที่กำลังตั้งอกตั้งใจฟัง นิ้วเรียวที่ประคองปากกาสีสดใสด้ามโปรดขยับเขียนไปมาบนกระดาษสมุดสีขาวสะอาด ตาที่วางอยู่บนโต๊ะตัวเล็กเบื้องหน้าเพื่อจดรายละเอียดที่น่าสนใจ ในขณะที่ทงเฮกำลังตั้งอกตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ เพื่อนซี้ตัวสูงที่นั่งอยู่เคียงข้างกันกลับเพ่งมองไปที่นาฬิกาสายหนังเรือน สวยบนข้อมือข้างซ้าย ที่เข็มของมันราวกับว่าหยุดเดินไปแล้ว คยูฮยอนนั่งสวดภาวนาในใจให้คาบวิชาแสนน่าเบื่อนี้จบลงไปเสียที
เสียงลากปากกาแกรกๆดูเหมือนจะเป็นเพียงเสียงเสียงเดียวที่นักศึกษานับ ร้อยคนในห้องเลคเชอร์กล้าส่งออกมา อาจารย์วัยใกล้เกษียณประจำวิชาเอ่ยอธิบายหลักการยากแก่การเข้าใจ คยูฮยอนเหลือบมองเพื่อนรักที่นั่งพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจในทุกๆ เรื่องอย่างกับว่าถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้ซะอย่างงั้นแหละ อุณหภูมิในห้องเรียนในตอนนี้หนาวจัดจากการทำงานของเครื่องปรับอากาศทีเป็นไป อย่างดีเยี่ยม ทำให้ผิวกายของคนที่นั่งอยู่ตรงช่องแอร์อย่างคยูฮยอนสั่นสะท้าน
หนาวๆอย่างนี้ ... ออกไปยืนสูบบุหรี่ซักมวนแก้หนาวก็คงจะดี
“ทงเฮ”
คยูฮยอนเอ่ยบอกชิดใบหูเพื่อนรักที่กำลังเพ่งมองไปยังจอโปรเจคเตอร์หน้าห้องด้วยเสียงที่ไม่ดังมากไปกว่าเสียงกระซิบ
“หือ?”
ทงเฮครางรับในลำคอแทนการเอ่ยถาม ดวงตาคูสวยยังคงจ้องมองไปยังหน้าห้องเรียนไม่เปลี่ยนแปลง มือเล็กขยับจดรายละเอียดเนื้อหาสำคัญที่อาจารย์เพิ่งจะกล่าวเน้นลงไปในสมุด ตรงหน้าพลางเงี่ยหูรอรับฟังคำของเพื่อนรัก
“เดี๋ยวมานะ”
คยูฮยอนเอ่ยบอกทงเฮแล้วขยับตัวลุกยืนขึ้น โค้งเป็นการให้เกียรติอาจารย์ผู้สอนครั้งหนึ่งแล้วเดินเร็วๆออกไปทางประตู หน้าห้องเรียน โดยที่ไม่ได้หยิบข้าวของอะไรติดตัวไปเลยแม้แต่อย่างเดียว
บ่ายแก่ๆ ... คาบเรียนอันยาวนานในวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว อีทงเฮซึ่งเป็นนักศึกษาเพียงแค่ไม่กี่คนในห้องเลคเชอร์กว้างขวางที่ตั้งใจ เรียนไม่ได้ฟุบหลับลงไปจนหมดเวลาเรียนทยอยเก็บปากกาดินสอสองสามแท่งที่ใช้จด เมื่อครู่ลงไปในถุงดินสอสีเข้ม ก่อนจะจับมันยัดลงไปในกระเป๋าสะพายพร้อมๆกับสมุดเล่มหนา มือเล็กจับหูกระเป๋าใบโปรดที่รูดซิปปิดเรียบร้อยแล้วค้างนิ่ง ที่นั่งข้างๆยังคงว่างเปล่าหากแต่ถูกจับจองไปด้วยกระเป๋าสะพายใบใหญ่กับข้าว ของที่วางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะเลคเชอร์ตัวเล็ก ทงเฮกรอกตามองไปมาซ้ายขวาหาเจ้าเพื่อนรักที่หายตัวไปจากห้องเรียนนานกว่า ชั่วโมงแล้ว ... มันหายไปไหนของมันนะ
มือเล็กควานหาโทรศัพท์มือถือเครื่องบางเฉียบที่นอนแอ้งแม้งอยู่ก้น กระเป๋าขึ้นมาเปิดฝาพับ ก่อนจะกดปุ่มโทรด่วนหมายเลขแรกแล้วยกมันขึ้นแนบใบหู เสียงสัญญาณดังลากยาวเป็นจังหวะที่ดังลอดโทรศัพท์มานั้นดังขึ้นไปพร้อมๆกับ ที่ทำนองเพลงมีจังหวะซึ่งทงเฮจำได้แม่นว่ามันเป็นเสียงริงโทนเพลงโปรดของคยู ฮยอนดังขึ้นมาจากในกระเป๋าคู่ใจของเจ้าเพื่อนรักที่วางอยู่บนเก้าอี้ตัว ข้างๆนี้เอง ทงเฮกดปิดฝาพับโทรศัพท์ในมือ พลางกรอกตามองไปรอบๆตัวสองสามรอบแล้วจึงจัดการเก็บข้าวของของคยูฮยอนลง กระเป๋า แล้วยกกระเป๋าทั้งสองใบนั้นขึ้นพาดบ่าเดินออกจากห้องเรียนว่างเปล่าไปเป็นคน สุดท้าย
**
ดวงตาคมเข้มเหม่อมองไปรอบๆตัวอย่างไร้จุดหมาย ก่อนที่มันจะหยุดลงที่ผนังฉาบปูนโล่งๆของห้องเรียนว่างเปล่าที่อยู่ตรงหน้า แท่งบุหรี่ที่ถือค้างอยู่ในมือถูกยกขึ้นสูบครั้งแล้วครั้งเล่าสลับกับการพ่น ควันสีเทาร้อนๆออกมาทางปาก คยูฮยอนกำลังครุ่นคิด ... คิ้วได้รูปทั้งสองที่ขมวดเข้าหากันแน่นนั้นเป็นตัวบ่งบอกได้เป็นอย่างดี สายลมเย็นๆพัดผ่านจากทางด้านหลังที่ว่างเปล่าไม่ได้มีกำลังขวางกั้น หากแต่สายลมเย็นๆนั้นไม่ได้ทำให้คยูฮยอนรู้สึกผ่อนคลายใจลงได้เลยแม้แต่น้อย
เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นเรื่อยๆเป็นจังหวะตามการก้าวเดินเรียกความสนใจของคน ที่ยืนสูบบุหรี่พิงขอบระเบียงตรงทางเดินได้เป็นอย่างดี ทางเดินบนตึกในชั้นนี้ค่อนข้างเงียบ และตั้งแต่ที่คยูฮยอนยืนอยู่ตรงนี้ก็ยังไม่มีใครเดินผ่านไปมาซักคน ... เสียงฝีเท้าเงียบลงไปแล้ว พร้อมกับการปรากฏตัวขึ้นของอีทงเฮ ที่เพิ่งจะเดินเลี้ยวตรงมุมระเบียงมายืนตรงหน้าเพื่อนรัก
“เจ็บนะเว่ย”
แรงกระแทกไม่เบานักที่เป็นผลจากการเหวี่ยงกระเป๋าใบหนักลงไปกระแทกสี ข้างของคยูฮยอนส่งผลให้ร่างโปร่งส่งเสียงบ่นพลางเหลือกตาใส่คนตัวเล็กตรง หน้า
“ออกมาทำอะไรตั้งนาน มือถือก็ไม่เอาออกมา”
ใบหน้าหวานของทงเฮหงิกงอยามที่เอ่ยถามคยูฮยอน ไรผมเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อจากการที่ต้องเดินตามหาเพื่อนรักตัวดีที่เกิดหายตัวไปดื้อๆ
“นี่เลิกเรียนแล้วหรอ”
คยูฮยอนรับเอากระเป๋าเจ้ากรรมใบนั้นมาสะพายไว้บนไหล่ตัวเองก่อนที่จะยกข้อมือขึ้นเพื่อดูเวลาจากนาฬิกาเรือนโปรด
“ใช่สิ เลิกตั้งนานแล้วด้วย”
“งั้นก็กลับบ้านกัน”
บุหรี่มวนที่ถือค้างอยู่ในมือถูกยกขึ้นสูบอีกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่คยูฮยอนจะกดบี้มันลงไปที่ขอบถังขยะ มือใหญ่กระชับสายกระเป๋าบนไหล่ก่อนจะยกแขนขึ้นพาดบนบ่าแคบของทงเฮแล้วบังคับ ให้เริ่มออกเดินไปพร้อมๆกัน
ทั้งๆที่ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก หากแต่สีหน้าครุ่นคิดของคยูฮยอนเมื่อครุ่ก็ทำให้ทงเฮเงียบเสียงหยุดความ สงสัยนั้นลง ไม่ได้เอ่ยถามอะไรอีก ก่อนที่จะแยกกับคยูฮยอนตรงหน้าตึกคณะนั่นเอง
**
“กลับก่อนนะ”
ในทันทีที่อาจารย์ประจำวิชาเดินออกจากห้องไป ซองมินที่เก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ผุดลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง แล้วเอ่ยบอกลาเพื่อนอีกสองคนที่เหมือนกับว่าเพิ่งจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นเมื่อ ครู่นี้เอง
“อ้าว ไหนบอกว่าจะไปกินข้าวเย็นด้วยกันไง วันนี้ซีวอนมันจะเลี้ยงนะ”
คิบอมที่ได้สติตื่นจนเต็มที่แล้วเลิกคิ้วขึ้นสูงพลางเอ่ยถาม
“เฮ้ย อย่ามามั่ว ใครบอกจะเลี้ยงวะ”
“ฮ่าๆ จะเลี้ยงจริงหรอ แต่วันนี้เราติดธุระจริงๆ ยังไงก็ไปไม่ได้”
ซองมินเอ่ยถามพลางหัวเราะเบาๆ ก็เท่าที่จำได้ ซีวอนยังไม่ได้บอกซักคำเลยนี่ว่าจะเลี้ยง มือบอบบางยกขึ้นโบกไวไวให้เพื่อนทั้งสองคนพลางรีบเร่งก้าวเดินออกจากห้อง เรียนไป ทิ้งความสงสัยเอาไว้ให้คิบอมกับซีวอนที่ยังคงนั่งอยู่ในห้อง
“มันมีธุระอะไรของมันวะ เมื่อเช้ายังบอกว่าว่างอยู่เลยนี่”
คิบอมที่กำลังเก็บข้าวของอุปกรณ์การเรียนที่แทบจะไม่ได้ใช้เลยในคาบเรียนเพราะมัวแต่หลับได้หลับดีลงไปในกระเป๋าเอ่ยถามอย่างข้องใจ
“กูก็ไม่รู้เหมือนกันนั่นแหละ”
“มันมีแฟนหรอ ซีวอน”
คิบอมไม่ได้ใส่ใจในคำตอบของเพื่อนรัก หนำซ้ำยังถามย้ำอีกครั้งตามการคาดเดา ... ใครกันนะ ผู้โชคร้ายที่เป็นแฟนซองมิน
**
ลมเย็นเฉียบภายในร้านอาหารโชยมาปะทะผิวกายของผู้ที่เพิ่งจะผลักเปิด ประตูกระจกตรงหน้าร้านให้เปิดออก แสงไฟสลัวๆให้บรรยากาศอุ่นๆท่ามกลางอุณหภูมิอากาศเย็นเฉียบ ในเวลาหัวค่ำแบบนี้ลูกค้ายังไม่มากนัก และก็ยังเร็วไปมากสำหรับเวลาเริ่มงานของคยูฮยอน เสียงดนตรีบรรเลงถูกเปิดคลอเบาๆเพียงเพื่อไม่ให้ภายในร้านเงียบจนเกินไปและ ก็ไม่ดังมากจนรบกวนกลบเสียงพูดคุยของผู้ที่มารับประทานอาหาร ร่างสูงโปร่งของคยูฮยอนแทรกผ่านช่องประตูเข้ามาภายในตัวร้าน ก่อนจะลดตัวนั่งลงที่โต๊ะว่างโต๊ะหนึ่งตรงมุมด้านในสุดของร้านพลางเหม่อมอง ไปเรื่อยๆ นิ้วเรียวยาวเคาะไปบนแผ่นโต๊ะไม้ตัวกว้างตามจังหวะเพลงบรรเลงที่คุ้นเคย
“อ้าว คยูฮยอน มานั่งทำอะไรตรงนี้น่ะ”
ร่างบอบบางในชุดพนักงานเสิร์ฟเสื้อเชิร์ตสีขาวพร้อมผ้ากันเปื้อนสีเข้ม ที่คาดไว้ตรงเอวบางๆเดินเข้ามาใกล้โต๊ะที่คยูฮยอนนั่งอยู่ ก่อนจะเอ่ยถามร่างโปร่งที่นั่งหลบมุมอยู่คนเดียวอย่างแปลกใจ
“พอดีวันนี้มาเร็วน่ะครับ”
“อ่า นั่นสินะ ปกติสองทุ่มกว่าๆถึงจะเห็น”
รุ่นพี่หน้าสวยส่งยิ้มกว้างไปให้คยูฮยอน นักร้องชั่วคราวประจำร้านอาหารชื่อดัง ถึงจะไม่ได้มาร้องเพลงที่นี่บ่อยๆแต่ความสามารถก็เข้าขั้น จนรุ่นพี่รุ่นน้องต่างเอ็นดูให้ความสนใจ
“เดี๋ยวจะมานั่งคุยต่อนะ พี่ขอไปเสิร์ฟไอ้นี่ก่อน”
ดวงตากลมโตของฮีชอลมองไปยังจานอาหารสองจานบนถาดพลาสติกใบใหญ่ที่ถือ ค้างอยู่ในมือพลางเอ่ยปากขอตัวแล้วเดินตรงไปยังโต๊ะที่อยู่อีกโซนของร้าน
แสงไฟสปอทไลท์ที่ฉายส่องตรงลงมายังเวทีตรงมุมหนึ่งของร้านเพิ่มความโดด เด่นให้กับร่างสูงโปร่งที่กำลังยืนอยู่หน้าไมโครโฟนตั้งพื้นตรงกลางเวทีได้ เป็นอย่างดี เสียงทุ้มนุ่มบรรเลงบทเพลงรักหวานซึ้งที่โด่งดังเป็นที่รู้จัก ใบหน้าคมแสดงอารมณ์เคลิบเคลิ้มไปตามเนื้อเพลงนั้น คยูฮยอนเปล่งเสียงร้องไปตามที่ได้ฝึกฝนมาพลางเหลือบมองผู้คนที่มาอุดหนุน ร้านอาหารย่านใจกลางเมืองในวันนี้ เสียงดนตรีบรรเลงคลอประสานไปกับเสียงร้องอันรื่นหูดำเนินไปจนถึงท้ายเพลง
ดวงไฟสว่างจ้าค่อยๆหรี่ลงเมื่อคยูฮยอนร้องจนจบเพลง พร้อมๆกับที่ดวงตาคมสังเกตเห็นร่างโปร่งที่แสนจะคุ้นตา
... ฮันคยองกลับมาแล้วจริงๆ ...
...TBC…
Tags: borin, fiction, kihae, kyumin1 Comments
ปริศนาใหม่มาอีกแล้ว ป๋าเป็นใครหนอ...
รอตอนต่อไปค่า~
Ps.รอ Robot อยู่เสมอ T[]T
#1 By echinops69 on 2008-10-05 21:20