[FIC] Ice Breaker 1

posted on 30 Aug 2008 14:51 by borimaxii  in IceBreaker

Ice Breaker

KiHae ,,,

By borin

 

 

 

 

Begin*

 

 

 

 

เสียงนกร้องระงมราวกับเป็นเสียงนาฬิกาปลุกชั้นดีที่ทำให้ร่างบอบบางของคนที่กำลังหลับสบายได้รู้สึกตัวตื่นขึ้น คนตัวเล็กบิดกายไปมาเล็กน้อยภายใต้ผ้าห่มนวมผืนหนาก่อนที่เปลือกตาวาวแสงจะค่อยๆเปิดปรือขึ้นเผยนัยน์ตาสีสวยให้กระทบกับบรรยากาศยามเช้า ท้องฟ้าภายนอกเริ่มสว่างขึ้นบ้างแล้ว หากแต่แสงสว่างนั้นยังไม่มากเพียงพอที่จะทำให้สามารถมองภาพอะไรๆรอบๆตัวได้อย่างชัดเจน แสงไฟสีส้มสว่างตาฉายแผดขึ้นในทันทีที่มือเล็กๆเคลื่อนปัดป่ายไปเปิดสวิทช์เปิดปิดใต้โคมไฟดีไซน์เก๋ที่วางตั้งไว้บนโต๊ะตัวเล็กข้างๆเตียงนอน

 

เป็นเวลาเดียวกันในทุกๆวันที่อีทงเฮจะรู้สึกตัวตื่นขึ้น และเช่นเดียวกันกับในวันนี้ แสงแดดอ่อนๆในยามเช้าค่อยๆเพิ่มแสงสว่างที่ส่องผ่านจากดวงอาทิตย์มายังพื้นโลกให้มากขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักรอบๆตัวก็สว่างไสวด้วยแสงจากธรรมชาติ ผนังห้องนอนสีหวานส่องประกายอบอุ่นราวกับต้องการจะต้อนรับวันใหม่ให้กับผู้ที่เพิ่งลืมตาตื่นขึ้น สายลมอ่อนๆพัดผ่านผ้าม่านสีอ่อนที่แขวนบดบังสายตาไว้ตรงหน้าต่างบานกว้างทำให้รอยยิ้มบางๆผุดขึ้นที่มุมปากทั้งสองข้างของทงเฮอย่างไม่ได้ตั้งใจ

 

ทงเฮนอนบิดไปบิดมาอีกครู่หนึ่งด้วยความเกียจคร้าน ก่อนที่จะลุกขึ้นนั่งบนเตียงกว้างแล้วเปลี่ยนท่าทางลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงในที่สุด ความง่วงเหงาที่ยังคงไม่หายไปเสียทีเดียวทำให้ดวงตาเรียวเฉียบแทบจะปิดลงในขณะที่กำลังบรรจงพับผ้าห่มผืนหนาแล้ววางไว้ตรงปลายเตียง

 

เสียงสายน้ำที่ไหลลงจากฝักบัวลงกระทบพื้นกระเบื้องสีสว่างภายในห้องน้ำขนาดกลางดังก้อง เสียงหวานฮัมทำนองเพลงโปรดไปพลางลูบไล้เนื้อครีมนุ่มๆของสบู่เหลวกลิ่นโปรดไปพลางอย่างอารมณ์ดี สายน้ำเย็นเฉียบบวกกับกลิ่นหอมๆทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสดชื่นไปในตัว

 

 

**

 

 

เสียงกระดิ่งตรงประตูหน้าร้านดังขึ้นพร้อมๆกับที่ลมร้อนของอากาศภายนอกตัวร้านจะพัดผ่านเข้ามาตามช่องประตูที่ถูกผลักให้เปิดออกเมื่อครู่ ก่อนที่ประตูกระจกบานใสจะถูกปล่อยให้ปิดลงตามหลังการแทรกตัวผ่านเข้ามาของชายหนุ่มร่างเล็กที่ประคองตัวหอบน้อยๆแสดงอาการรีบร้อน ใบหน้าหวานของผู้มาใหม่ขึ้นสีระเรื่อจากอุณหภูมิร่างกายที่เพิ่มสูงขึ้น

 

“พี่จองซู ผมมาช้าไปหรอฮะ”

เสียงหวานเอ่ยถามเจ้าของร้านที่กำลังจัดข้าวของอยู่หลังเคาน์เตอร์ตรงหน้าร้าน หลังจากที่มองซ้ายมองขวาไปรอบๆร้านได้ครบหนึ่งรอบพอดิบพอดี

 

“หืม ไม่นี่”

จองซูเอ่ยตอบพลางพยักพเยิดไปนอกร้าน โดยไม่วายส่งรอยยิ้มบางๆอย่างใจดีมาให้

 

ภายนอกร้านที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนผ่านทางกระจกใสใสที่เป็นผนังรายรอบด้านหน้าร้านในตอนนี้เผยให้เห็นร่างสูงโปร่งอันคุ้นเคยในความรู้สึกของทงเฮ ใบหน้าหล่อคมที่เคร่งขรึมเฉยชาอยู่เสมอนั่นกลับทำให้ทงเฮเผยรอยยิ้มกว้างออกมาในที่สุด ขาเรียวค่อยๆก้าวตรงลึกเข้าไปในตัวร้านแล้วนั่งลงที่โต๊ะตัวประจำที่อยู่มุมลึกที่สุด

 

“พี่จองซูฮะ ผมเอาเหมือนเดิมนะ”

ใบหน้าหวานเจือสีระเรื่อในขณะที่มือเล็กง่วนอยู่กับการคุ้ยข้าวของในกระเป๋าใบโปรด ก่อนที่จะหยิบเอาหนังสือพ็อคเกตบุ๊คเล่มขนาดกลางติดมือออกมาด้วย

 

“วันนี้ไม่มีเรียนหรอเรา”

แก้วเซรามิคสีขาวขนาดไม่ใหญ่มากนักที่บรรจุเอาของเหลวสีขาวขุ่นที่ร้อนจนมีควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาเอาไว้จนเกือบเต็มแก้วถูกวางลงตรงหน้าทงเฮโดยฝีมือของจองซู ก่อนที่เจ้าของร้านคนสวยจะลดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวที่อยู่ตรงข้ามกับทงเฮด้วยท่าทางสบายๆ

 

“มีตอนบ่ายฮะ”

มือเล็กที่คั่นหน้าหนังสือเอาไว้ลดลงวางมันคว่ำลงกับโต๊ะตรงหน้า ทงเฮหยิบแก้วนมตรงหน้าขึ้นมาประคองไว้ด้วยมือทั้งสองข้างครู่หนึ่งเพื่อรับเอาความอุ่นร้อนของเครื่องดื่มภายในแก้วที่ส่งผ่านมายังด้านนอกให้แผ่ซ่านมายังมือบอบบางแล้วค่อยๆยกมันขึ้นจรดริมฝีปาก ปล่อยให้นมสดอุ่นๆรสหวานมันค่อยๆไหลลงลำคอไปอย่างช้าๆ

 

ดวงตาเรียวเฉียบจ้องมองเหม่อออกไปยังนอกร้านผ่านทางกระจกใสๆตรงหน้าร้าน มือเล็กประคองหนังสือเล่มเดิมค้างเอาไว้ในมืออีกครั้งหากแต่ไม่ได้ใส่ใจที่จะชายตาลงไปอ่านมันแม้แต่น้อย ผู้คนมากมายเร่งรีบเดินสวนผ่านกันไปมาบนฟุทบาทหน้าร้าน หากแต่จุดสนใจของทงเฮหยุดอยู่เพียงแค่ที่ร่างโปร่งที่กำลังยืนคุยโทรศัพท์ด้วยท่าทางเครียดๆตรงหน้าร้านนั่น สายตาคมเฉียบจ้องมองไปยังร่างสูงอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายตากลับเข้ามาภายในร้าน แล้วลอบมองข้าวของที่ถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะตัวเล็กที่อยู่ห่างออกไปสี่ห้าตัว ... แก้วกาแฟที่ควันขึ้นเมื่อครู่บนโต๊ะตัวนั้น ในตอนนี้เย็นสนิทลงไปแล้ว

 

 

 

 

 

 

“ตอนนี้เลยหรอวะ”

เสียงทุ้มที่เอ่ยถามอีกฝ่ายที่อยู่ทางปลายสายโทรศัพท์ย้ำถามอีกครั้ง พลางยกนาฬิกาข้อมือสายหนังสีเข้มที่คาดไว้บนข้อมือข้างหนึ่งขึ้นเพื่อดูเวลาอีกครั้ง ... ยังเช้าไปมากสำหรับการไปมหาวิทยาลัยเพื่อเตรียมตัวเข้าเรียน วันนี้คิบอมมีเรียนในคาบที่สองของตาราง ซึ่งก็คือสิบโมงตรง และจากที่ดูเวลาเมื่อครู่ ในตอนนี้เพิ่งจะเจ็ดโมงกว่าๆเท่านั้น

 

..

 

“เออ เดี๋ยวกูไป”

คิบอมลดมือที่กำโทรศัพท์มือถือคู่ใจสีดำขลับเอาไว้นั้นลง ก่อนจะกดวางสายแล้วก้าวเท้ายาวๆถี่ๆเดินกลับเข้าไปในร้านกาแฟที่วางของทิ้งเอาไว้เมื่อครู่

 

กาแฟที่ถูกวางทิ้งไว้จนเย็นเฉียบถูกยกขึ้นจรดริมฝีปากครั้งหนึ่งก่อนที่คิบอมจะวางมันลงกับโต๊ะดังเดิม หนังสือเล่มหนาสองสามเล่มที่คั่นหน้าที่อ่านค้างไว้ถูกรวบเข้าถือไว้ในมือหนา ยังคงรู้สึกเสียดายอยู่นิดๆที่ไม่ได้ใช้เวลาว่างของเช้าวันนี้ไปกับการนั่งอ่านหนังสือเล่มโปรดในร้านกาแฟบรรยากาศสบายๆดังที่ตั้งใจเอาไว้แต่แรก คิบอมหยิบกระเป๋าใบโปรดจากเก้าอี้อีกตัวขึ้นมาสะพายคาดไว้บนบ่า ดวงตาคมลอบมองสำรวจบนโต๊ะอีกครั้งเป็นการสั่งลาก่อนที่จะเดินออกไปจากร้าน

 

 

 

 

 

“อ้าว ไปซะแล้วหรอ”

จองซูที่เพิ่งเดินกลับออกมาหน้าร้านอีกครั้งหลังจากหายไปหลังร้านพักใหญ่ๆเอ่ยถามหนึ่งในลูกค้าประจำที่เปรียบเสมือนน้องชายอย่างทงเฮ ใบหน้าหวานสวยเผยรอยยิ้มเป็นเชิงล้อๆ

 

“พี่จองซู”

 

“ฮ่าๆ พี่ไม่ล้อก็ได้ ว่าแต่ ... มัวแต่เขินอยู่แบบนี้เมื่อไหร่จะสมหวังกันล่ะ ทงเฮ”

ทงเฮนั่งนิ่ง ขาเรียวๆยกขึ้นไขว้กันเป็นท่าไขว่ห้างอย่างสบายๆ พลางนึกคิดไปถึงประโยคเมื่อครู่ของจองซูที่พูดทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนจะนั่งนิ่งๆอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับทงเฮและไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรอีก

 

นั่นสินะ มัวแต่มาแอบมอง ดักรอทุกวันแบบนี้ เมื่อไหร่จะมีอะไรคืบหน้ากันล่ะ ...

 

“พี่จองซู”

 

“หืม”

จองซูที่กำลังนั่งมองเหม่อเรื่อยเปื่อยไปรอบๆตัวหันกลับมาสนใจคนตรงหน้าอีกครั้งหลังจากที่จู่ๆทงเฮก็ทำลายบรรยากาศเงียบสงบอันแสนสุขนั้นขึ้น

 

“ผมตัดสินใจแล้ว ถึงเวลาต้องทำอะไรบางอย่างซะที”

ใบหน้าหวานแปรเปลี่ยนจากอารมณ์ขี้เล่นอยู่เสมอเป็นอาการเคร่งขรึมดูเป็นการเป็นงานที่หาดูได้ยากยิ่ง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

 

“ขอโทษนะครับ”

เสียงทุ้มต่ำนุ่มหูที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยจากทิศทางด้านหลังของทงเฮทำให้คนตัวเล็กที่กำลังอยู่ในภวังค์ของการวางแผน(?)สะดุ้งเฮือกขึ้นแรงๆอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนที่ใบหน้าหวานจะหันตามต้นเสียงนั้นไปมองผู้มาใหม่

 

“มีอะไรรึเปล่าครับ”

ตามประสาเจ้าของร้านที่ดี จองซูจึงลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงแล้วเอ่ยถามผู้มาใหม่ที่คาดว่าคงจะเดินลึกตรงเข้ามาในร้านเพื่อมาหาเขาเป็นแน่แท้

 

“ผมลืมกระดาษไว้แผ่นนึงที่โต๊ะนั้นน่ะครับ คุณพอจะเห็นมั้ย”

คิบอมชี้นิ้วยาวไปยังโต๊ะตรงส่วนหน้าร้านที่เพิ่งจะลุกจากไปได้ไม่นานเท่าไหร่ ก่อนจะส่งสายตาเป็นคำถามมาทางจองซู เจ้าของร้านคนสวยนิ่งไปชั่วครู่แล้วพยักหน้าเบาๆสองครั้งส่งไปแทนคำตอบ

 

“นั่งรอแป๊บนึงนะครับ เดี๋ยวผมไปหยิบมาให้”

เจ้าของร้านเอ่ยบอกคิบอมเสียงใส พลางเหลือบมองทงเฮที่นั่งนิ่งๆอยู่ที่เดิม ไม่ลืมที่จะขยิบตาให้น้องชายคนสนิทครั้งหนึ่งแล้วเดินเข้าไปทางหลังร้าน

 

ร่างสูงโปร่งยืนนิ่งๆอยู่ข้างโต๊ะนั้นซักพักก่อนจะค่อยๆลดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวที่วางอยู่เมื่อเห็นว่าเจ้าของร้านหายไปนาน ดวงตาคมกวาดมองไปรอบๆตัวร้านอย่างสำรวจ คิบอมเป็นลูกค้าประจำของร้านนี้ก็จริง แต่โต๊ะประจำของเค้าก็โต๊ะที่ติดหน้าต่างกระจกของร้านนั่นแหละ บรรยากาศภายในตัวร้านที่ดูอบอุ่นๆแบบนี้จึงดูน่าประทับใจอยู่มากในความรู้สึก กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นบวกกับกลิ่นหอมเนยที่อบอวลอยู่ตรงส่วนในสุดของร้านที่อยู่ติดกับห้องครัวตรงหลังร้าน บรรยากาศอุ่นๆดูจะแตกต่างจากตรงส่วนหน้าร้านที่ออกจะสดใสเสียมากกว่า อย่างสิ้นเชิง

 

ดวงตาคมวกกลับมาตรงหน้าอีกครั้ง โต๊ะตัวเดียวกันที่มีอีกคนนั่งนิ่งๆอยู่ก่อน ใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่อก้มมุดลงจนแทบจะกลืนหายไปกับขอบโต๊ะจนอีกคนมองไม่เห็นใบหน้า มือเล็กๆกำชายเสื้อของตัวเองไว้แน่นแล้วบิดจนยับยุ่ย

 

“มาแล้วครับ พอดีกระดาษอีกตั้งมันวางทับอยู่น่ะ กว่าจะหาเจอ”

จองซูยื่นกระดาษขนาดเอสี่คืนให้คิบอม ก่อนจะลดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม

 

“ขอบคุณนะครับ”

ร่างสูงลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วก้มโค้งตัวลงประกอบคำขอบคุณแล้วก้าวเดินเร็วๆไปทางประตูหน้าร้าน

 

“ได้คุยกับเค้ามั้ย”

จองซูมองตามคิบอมไปจนแน่ใจว่าหนึ่งในลูกค้าประจำได้ก้าวพ้นขอบประตูกระจกตรงหน้าร้านแล้วปิดมันลงไปได้ซักพักแล้วจึงเอ่ยถามทงเฮที่ยังคงนั่งหน้าแดงๆอยู่ฝั่งตรงข้าม

 

“คุยอะไรกันเล่า น่าอายจะตาย”

 

“นี่พี่อุตส่าห์หลบอยู่หลังร้านตั้งนาน ไม่ได้คุยอะไรกันเลยหรอ”

 

“ก็ผมเขินนี่นา”

ทงเฮก้มหน้ามุดพลางส่ายหน้าไปมาแรงๆเพื่อสนับสนุนคำพูด

 

 

**

 

 

โต๊ะม้าหินตัวประจำที่อยู่ตรงหน้าตึกประจำคณะเป็นจุดหมายของคิบอมในตอนนี้ ร่างสูงสาวเท้าเร็วๆจากประตูหน้ามหาวิทยาลัยตรงไปตามทางเดินที่ทอดยาวไปยังตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ ก่อนจะเลี้ยวตรงมุมตึกเพื่อตรงไปหาเพื่อนรักอีกสองคนที่กำลังนั่งสุมหัวเร่งทำรายงานกันอย่างเคร่งเครียดอยู่หน้าคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คเครื่องบางเฉียบ ใบหน้าหล่อจัดของซีวอนในตอนนี้เคร่งขรึมเอาการเอางานจนผิดนิสัย ซึ่งดูตรงกันข้ามกับซองมินที่กำลังยิ้มกว้างอย่างคนอารมณ์ดี

 

“คิบอม ทางนี้”

ซองมินส่งยิ้มกว้างส่งมาให้เพื่อนรักอีกคนที่เพิ่งเดินเลี้ยวเข้ามาตรงมุมตึกพลางโบกมือไปมา

 

“ไหน โทรเรียกแต่เช้า มีอะไรด่วนนักหนาหรอ”

คิบอมเหวี่ยงกระเป๋าที่สะพายพาดบนไหล่ลงไปบนโต๊ะ ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนที่ว่างข้างๆซีวอนเต็มแรง

 

“คือ ... คิบอม”

เสียงใสๆของซองมินเอ่ยเรียกเพื่อนรักอีกครั้ง

 

“มีอะไรหรอ ซองมิน”

 

“งานที่จะให้คิบอมแก้น่ะ ... เราแก้เสร็จแล้วล่ะ”

 

“แล้วจะโทรเรียกกูมาทำไมครับ คุณเพื่อน”

เสียงห้าวเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตาคมของคิบอมจ้องตรงไปยังซีวอนที่เป็นคนโทรจิกยิกๆให้รีบมามหาวิทยาลัยแต่เช้าตรู่

 

“เอาน่ามึง ถือว่ามาสูดอากาศบริสุทธิ์แล้วกัน”

ซีวอนพูดเอ่ยข้อดีให้เพื่อนรักที่กำลังอารมณ์เสียอย่างคิบอมฟัง ก่อนจะส่งยิ้มกว้างด้วยมาดคุณชายตามแบบฉบับไปให้ มือใหญ่ๆตบลงแรงๆที่บ่ากว้างของคิบอมสองสามที

 

“ซองมิน เอาไฟล์ไปปรินท์แล้วไปส่งให้ทีสิ”

คุณชายซีวอนกดคลิกเม้าส์อันเล็กอีกสองสามครั้ง ก่อนจะดึงแฟลชไดรฟ์อันจิ๋วออกมาจากช่องยูเอสบีตรงด้านข้างของโน๊ตบุ๊ค แล้วยัดใส่มือเล็กของคนน่ารักหน้าตาเฉย

 

“อะไรอ่ะ ทำไมต้องเป็นเรา”

ใบหน้าหวานมู่ทู่พลางขมวดคิ้วแน่นอย่างไม่พอใจ

 

“เหอะน่า ไปได้แล้วไป อย่าลืมเอาไปส่งที่ห้องพักอาจารย์ด้วยเลยนะ”

มือหนาผลักไหล่บอบบางให้ออกเดิน จนซองมินต้องจำใจเดินตรงไปยังร้านถ่ายเอกสารตรงคณะอักษรอย่างงงๆ

 

 

**

 

 

โจคยูฮยอนก้าวเท้ายาวๆไปบนทางเท้าที่ทอดยาวตรงย่านการค้าที่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก มือใหญ่กระชับสายสะพายกระเป่าให้เข้าที่ไม่หล่นลงจากไหล่ ก่อนจะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นไปอีก ก่อนที่จะหยุดลงที่หน้าร้านกาแฟบรรยากาศอบอุ่น แล้วผลักเปิดประตูเข้าไปในร้าน

 

“ทำไมมาช้างี้วะ”

เสียงหวานเอ่ยในเชิงบ่นทันทีที่เห็นใบหน้าคมของคยูฮยอนโผล่เข้ามาในตัวร้าน มือเล็กๆเก็บข้าวของที่วางไว้ระเกะระกะบนโต๊ะตัวเล็กลงกระเป๋าอย่างไม่ใส่ใจนักแล้วยกมันขึ้นสะพาย ก่อนจะแทรกตัวเดินผ่านคยูฮยอนออกไปตรงหน้าร้าน

 

“ยืนบื้ออะไรอยู่น่ะ รีบไปสิ”

มือเล็กคว้าเอาข้อมือของคยูฮยอนมาจับไว้แล้วลากให้คนตัวสูงกว่ารีบเดินออกจากร้านไป

 

“แกยังไม่ตอบฉันเลยนะ ทำไมมาช้า”

ปากบางเอ่ยถามไปเรื่อยๆในขณะที่ลากร่างสูงให้เดินตรงไปข้างหน้าไม่ได้หยุด

 

“ไปทำธุระมานิดหน่อย”

คำตอบที่ไม่ชัดเจน หากแต่ทงเฮก็ไม่ติดใจที่จะซักไซ้อะไรอีก คนตัวเล็กเพียงแค่ยกข้อมือบางๆขึ้นดูเวลาจากนาฬิกาข้อมืออีกครั้ง แล้วเร่งฝีเท้าเดินตรงไปยังประตูหน้ามหาวิทยาลัยที่อยู่ตรงหน้า

 

 

 

*พลั่กก*

เสียงกระแทกดังลั่นดังขึ้นหลังจากที่ทงเฮลากคยูฮยอนเดินผ่านซอกตึกแคบๆที่เป็นที่ตั้งของร้านถ่ายเอกสารหนึ่งในสองร้านภายในรั้วมหาวิทยาลัย และในเวลาเที่ยงเกือบบ่ายแบบนี้ ลูกค้าร้านถ่ายเอกสารที่มีอยู่เพียงสองร้านก็ดูจะมากเกินไป จนทำให้สองคนที่กำลังรีบกระแทกผู้คนซ้าย-ขวาไปมา

 

“เฮ้ย”

คยูฮยอนอุทานเสียงดังลั่นหลังจากที่รู้สึกได้ถึงแรงกระแทกตรงไหล่ข้างขวาไม่เบานัก ดวงตาคมเหลือบมองคู่กรณีเพียงชั่วครู่ ก่อนที่แรงฉุดกระฉากของทงเฮตรงข้อมือจะดึงรั้งให้ต้องเดินตามไปอย่างเสียไม่ได้

 

“นายน่ะ หยุดนะ”

เสียงตะโกนยังคงดังขึ้นไม่ได้หยุดพร้อมกับนิ้วเรียวที่ยกขึ้นชี้มาทางที่คยูฮยอนและทงเฮเดินจากไป ร่างบอบบางที่ถูกชนกระแทกเมื่อครู่ค่อยๆประคองตัวเองให้ลุกขึ้นจากท่าล้มก้นกระแทกให้ลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงอีกครั้ง ท่ามกลางสายตานับสิบครู่ที่จ้องมองมา อีซองมินรีบเดินกึ่งวิ่งออกไปจากบริเวณนั้นให้เร็วที่สุด

 

 

 

 

...TBC…

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ทงแฮเลิกเขินได้แล้ววว~~

รอตอนต่อไปค่ะ ^^

Ps.อยากอ่าน robot cry

#1 By echinops69 on 2008-08-30 17:47

น่ารักมากๆ

ทงเฮลุยโลด

#2 By minnie (58.8.238.144) on 2008-08-31 00:56

เง้อ อยากอ่านตอนต่อไปอ่ะ
ไม่จุใจเลย อยากรู้ๆ ทงเฮ จะเป็นไงต่อ
จะเลิกเขินรึยัง

มาต่อเร็วๆ นะคะ เป็นกำลังใจให้

#3 By Cherie on 2008-08-31 21:32